news

 

จากกรณีครอบครัวของนายพยอม และ น.ส.หทัยรัตน์ สมถวิลได้ทะเลาะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สภ.มาบตาพุด จ.ระยอง จนกระทั่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกออนไลน์ อีกทั้งมีผู้มาเปิดเผยพฤติกรรมของครอบครัวนี้ว่าเคยก่อเหตุในลักษณะเดียวกันนี้ ในหลายจังหวัดมาแล้ว โดยมีผู้เปิดเผยด้วยว่า ครอบครัวดังกล่าวเคยทะเลาะวิวาทกับเพื่อนบ้านเรื่องที่จอดรถ ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่ จ.นนทบุรี

วันนี้ (14 พ.ค. 61) คุณเปิ้ล (นามสมมติ) เพื่อนบ้านที่เคยเป็นคู่กรณีที่เคยทะเลาะกับ น.ส.หทัยรัตน์ เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ตนอาศัยอยู่บ้านตรงข้ามกับคุณหทัยรัตน์ วันเกิดเหตุคือวันที่ 27 มี.ค. ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 06.00 น. โดยบ้านที่คุณหทัยรัตน์ มีรถยนต์ 2 คัน ซึ่งสามารถจอดรถในบ้านได้ 1 คัน และด้านนอกบ้านอีก 1 คัน แต่ครอบครัวนี้จอดรถในบ้านเพียง 1 คัน ส่วนอีก 1 คัน กลับนำมาจอดหน้าบ้านตน

ก่อนหน้านี้เคยคุยกับคุณหทัยรัตน์แล้ว ว่าอยากให้ขยับรถให้ตนหน่อย เพราะตนคิดว่าหน้าบ้านตน ตนก็ควรจะมีสิทธิ์ใช้พื้นที่ตรงนี้ จนกระทั่งเข้าไปคุยอีกครั้ง ทำให้คุณหทัยรัตน์ไม่พอใจ จนกลายเป็นมีปากเสียงกันเล็กน้อย จากนั้นคุณหทัยรัตน์ก็นำรถมาจอดอีก ซึ่งตนไม่พอใจและโวยวาย จนทำให้มีปากเสียงกันอย่างรุนแรง ซึ่งทางคุณหทัยรัตน์ก็ไม่ยอมขยับให้

และยังบอกอีกว่า “ตรงนี้เป็นที่สาธารณะ ถ้ากูมีรถร้อยคัน กูจะจอดตรงไหนก็ได้” ตนได้ยินแบบนั้นก็ทำให้โมโหมาก จึงได้ขว้างที่ตักขยะใส่บ้านหทัยรัตน์ ไปโดนรถหทัยรัตน์ที่จอดไว้ หลังจากนั้นทางหทัยรัตน์ก็ไม่ยอม พร้อมจะแจ้งข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายกับตนด้วย ซึ่งตนก็ไม่ยอมเช่นกัน จะแจ้งข้อหาหมิ่นประมาทกับทางหทัยรัตน์ด้วย

โดยหลังเกิดเหตุ ตนได้เดินทางไปที่ สภ.บางศรีเมือง เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้ แต่ระหว่างนั้นก็มีปากเสียงกันบนโรงพัก จนเจ้าหน้าที่ตำรวจ บอกว่าให้กลับกันไปก่อน แล้วจะติดต่อทางโทรศัพท์เพื่อให้เข้ามาให้ปากคำเพิ่มเติม

คุณเปิ้ล เล่าต่อว่า ตอนนี้ตนไม่ได้อยู่บ้านหลังดังกล่าวแล้ว เท่าที่ตนรู้ มีป้าในหมู่บ้านคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ครอบครัวนี้เคยมีปัญหาหน้าหมู่บ้านมาก่อน ตนก็ไม่เคยรู้ เพียงแต่ป้าคนนั้นบอกเพียงว่า พวกนี้อย่าไปยุ่งเลย ตำรวจยังไม่กลัวเลย

ตนอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้มา 3 ปีแล้ว ส่วนคู่กรณีนั้น ย้ายมาอยู่หลังตน และอยู่เพียงไม่นาน และมีปัญหากับบ้านข้างๆ เรื่องราวตากผ้าวางขวางทาง โดยคู่กรณีอ้างว่า ถอยรถเข้าบ้านไม่ได้

ด้าน คุณต้อย (นามสมมติ) เพื่อนบ้านอีกราย เล่าว่า เท่าที่ทราบคือทางหทัยรัตน์มีปากเสียงกับคุณเปิ้ล ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านอยู่ฝั่งตรงกันข้างกัน ทะเลาะกันเรื่องที่จอดรถ คือจอดรถไว้หน้าบ้านคนอื่น ทำให้อีกบ้านรู้สึกว่าจอดเกะกะหน้าบ้านเขา ก็มีการโวยวายกัน แล้วทางหทัยรัตน์ได้กล่าวหาว่าผู้หญิงคนนั้นทำร้ายเขาอีก ส่วนตัวมองว่า แค่ผู้หญิงคนเดียวจะไปทำร้ายอะไรได้ สาเหตุก็เพราะไปจอดรถขวางทางคนอื่นเขา จนคนอื่นไม่กล้าพูด

คุณต้อย เล่าอีกว่า บ้านคุณเปิ้ลมาเช่าอยู่ในหมู่บ้านนี้ไม่ถึงปี ส่วนบ้านคุณหทัยรัตน์ เป็นบ้านที่เจ้านายเช่าให้อยู่ ทั้งนี้ ตนมองว่านิสัยบ้านนั้นเหมือนพวกนักเลง เวลาทะเลาะกับใครก็จะไปช่วยกันด่า ช่วยกันว่าคนอื่นๆ

ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นหน้าหมู่บ้านนั้น ทะเลาะกันเหตุปาดหน้ารถ ที่ จ.นนทบุรี ตนทราบว่า เป็นเรื่องที่ขับรถเฉี่ยวกัน ในวันนั้นมีคนเฉี่ยว และมีตำรวจ ครอบครัวนี้ก็กร่างใส่ตำรวจว่า “ใหญ่นักหรอ” และจะวิ่งไปทำร้าย 2 คนผัวเมีย แล้วก็ด่าหน้าหมู่บ้าน ที่ตนได้ยินคือ ครอบครัวนี้มีปัญหากับคนอื่นอยู่บ่อยครั้ง และทุกครั้งจะโวยวาย กร่างแบบนักเลง ส่วนคนที่เป็นเเม่จะคอยถือโทรศัพท์ถ่ายรูป ชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่

ด้าน น.ส.หทัยรัตน์ เปิดเผยกับทีมข่าวว่า เคยเช่าบ้านอยู่ในหมู่บ้านดังกล่าว และยอมรับว่า เคยทะเลาะกับคุณเปิ้ล เจ้าของบ้านเช่าฝั่งตรงข้ามเรื่องที่จอดรถจริง โดยน้องชายนำรถไปจอดข้างบ้านคุณเปิ้ลคู่กรณี แต่ไม่มีคนมาอยู่ พื้นที่หน้าบ้านจึงว่าง คุณเปิ้ลเมา แล้วมายืนด่าตนอยู่หน้าบ้าน บอกให้ขยับรถ ขณะนั้นสามีลงมาด้านล่าง ซึ่งตนเองเดินตามลงมา

คู่กรณีก็ยังไม่หยุดด่า ตะโกนด่าสารพัด ด่าหยาบคายถึงบรรพบุรุษ ตนเองจึงไม่ยอมและด่ากลับไป และตนยอมรับว่า ก็ด่าเหมือนในคลิปที่มีคนมาแชร์ ระหว่างที่ด่ากัน สาวคู่กรณีนำที่ตักผงมาฟาด แต่ไปโดนรถ จนรถเป็นรอยถลอก

อย่างไรก็ตาม น.ส.หทัยรัตน์ เปิดเผยว่า ถูกคุณเปิ้ล ชี้หน้าขู่ “อย่าให้กูเจอมึงที่ไหนนะ มึงจำหน้ากูเอาไว้นะ” แล้วเรียกแฟน รวมถึงกรรมการหมู่บ้านมารุมด่าวันเกิดเรื่อง ส่วนประเด็นเรื่อง คุณเปิ้ล อ้างว่าตนเป็นคนพูด “มีรถเป็นร้อยคัน จะจอดที่ไหนก็ได้” เรื่องนี้ขอยืนยันว่า ไม่เคยพูด แค่พูดว่า “มีรถหลายคัน ตรงนี้เป็นที่สาธารณะ ใครก็จอดได้”

ขณะเดียวกัน ยืนยันว่าวันนั้น ตนไม่ได้ถ่ายคลิป เพราะเพิ่งตื่นนอน ไม่ได้หยิบโทรศัพท์ลงมา แต่คู่กรณีถ่ายคลิปเก็บไว้ หลังจากนั้นไปแจ้งความที่โรงพัก แต่ไม่ได้ทะเลาะกันต่อที่ สภ.บางศรีเมือง จ.นนทบุรี โดยตำรวจเรียกมาไกล่เกลี่ย และรับแจ้งความอย่างเป็นธรรม ท้ายที่สุด น.ส.หทัยรัตน์ อยากบอกสังคมให้ฟังครอบครัวตนบ้าง แต่ไม่รู้จะมีคนฟังหรือไม่ เพราะกระแสด้านลบของตนรุนแรงและมีเยอะมาก


ขอขอบคุณข่าวจาก