ข้าบดินทร์

ข้าบดินทร์

ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เมืองปากน้ำ สมุทรปราการ เหม เป็นบุตรชายคนเดียวของ พระยาบริรักษ์ ผู้มีหน้าที่คอยดูแลจัดเก็บค่าระวางจากเรือที่ขนสินค้าที่เข้ามาในประเทศสยามโดยวัดจากความกว้างของปากเรือ ส่วนมารดาคือ คุณหญิงชม ซึ่งมีเชื้อสายมอญคลองบางหลวง เหมเป็นเด็กหนุ่มที่มีรูปงาม ผิวเนื้อเหลืองดั่งทองจนได้ชื่อว่าพ่อเหมรูปทอง เป็นที่รักใคร่ของทุกคนในบ้าน เหมมีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องของชาววิลาศ (อังกฤษ) อย่างมาก เพราะในเมืองปากน้ำมีพวกฝรั่งวิลาศมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นเมืองท่าสำคัญ ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปต่างพากันหวาดกลัวพวกวิลาศ เพราะเห็นว่ารูปร่างหน้าตาสีผมสีผิวแตกต่างจากคนทั่วไป

ในการแข่งว่าวชิงเงินเดิมพันที่เมืองปากน้ำ สมิงสอดน้อย นำว่าวกุลา (จุฬา) ของตนขึ้นแข่งกับว่าวของนักเลงคนอื่นๆ และสามารถเอาชนะได้อย่างง่ายดาย เหมกับพวกนำว่าวปักเป้าของตัวเองมาท้าประลองวางเดิมพันกับสมิงสอดน้อย สมิงสอดน้อยชะล่าใจ คิดว่าเด็กอย่างเหมไม่น่ามีพิษสงอะไรจึงรับคำท้าของเหม แต่ผลการแข่งขันกลับออกมาว่าเหมเป็นฝ่ายที่สามารถตัดสายป่านว่าวของสมิงสอดน้อยได้สำเร็จ สมิงสอดน้อยจึงทั้งเสียหน้าและเสียเงินพนันให้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างเหมจนได้ เหมไปเรียนวิชาทำสายป่านว่าวให้คมมาจาก ลุงรี แขกที่มารับใช้ แหม่มมาเรีย ฝรั่งชาววิลาศในเมืองปากน้ำ เหมกับแหม่มมาเรียสนิทสนมกันจนเหมได้เรียนรู้ภาษาวิลาศจากแหม่มมาเรียไปด้วย

พระยาบริรักษ์ปรึกษากับคุณหญิงชมเรื่องที่ได้ยินข่าวลือว่าเหมไปทำตัวสนิทสนมกับพวกวิลาศ จึงเรียกตัวเหมมาสอบถามให้รู้เรื่อง เหมก็แก้ตัวไปว่าต้องการเรียนภาษาวิลาศเพื่อมาแบ่งเบาภาระของพระยาบริรักษ์ที่มีหน้าที่ต้องติดต่อกับพวกวิลาศเป็นประจำ พระยาบริรักษ์เจอลูกประจบเข้า ก็พูดไม่ออก แต่ในใจจริงแล้วไม่อยากให้เหมไปสนิทสนมกับพวกวิลาศนัก เพราะท่านมีความคิดฝังหัวว่าพวกวิลาศไม่ได้มาดี แต่จะมาเอาชาวสยามไปเข้ารีต หรือไม่ก็หวังจะมายึดครองประเทศแบบเดียวกับที่กำลังรุกรานพม่าอยู่ในขณะนั้น คุณหญิงชมแนะให้พระยาบริรักษ์นำตัวเหมไปฝากเรียนวิชากับพระครูโพ เจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำ เพื่อจะได้รับราชการต่อไปภายหน้า อีกทั้งก็ยังสามารถแยกเหมออกมาจากพวกวิลาศได้ด้วย พระยาบริรักษ์ก็เห็นด้วยกับความคิดของคุณหญิง

เหมไม่อยากไปเรียนหนังสือที่วัด เพราะรู้ว่าพ่อกับแม่ต้องการให้เหมอยู่ห่างจากพวกวิลาศ จึงชักชวนให้ บุษย์ ลูกสมุนคนสนิท พากันหนี แต่ก็ถูกไล่ตามจับตัวมาจนได้ บุษย์จะถูกลงโทษ เหมขอร้องไว้ คุณหญิงชมจึงตัดสินใจให้ทั้งเหมและบุษย์ไปเรียนหนังสือที่วัดด้วยกัน เมื่อไปถึงที่วัด ท่านพระครูโพตรวจดวงชะตาของเหมแล้ว ก็รู้ว่าชีวิตของเหมจะต้องผ่านบททดสอบอย่างหนักเหมือนทองคำที่ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ มากมายกว่าจะเป็นทองรูปพรรณอันงดงาม ท่านพระครูถามเหมว่าอยากเรียนวิชาการต่อสู้หรือไม่ แต่พระยาบริรักษ์ต้องการให้เหมเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

พระยาบริรักษ์ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ด่านท่าเรือตามปกติ หลวงสรอรรถ เข้ามาเจรจากับพระยาบริรักษ์เพื่อขอให้ลดค่าระวางปากเรือให้กับเรือของกะปิตันฝรั่ง แต่พระยาบริรักษ์ไม่ยอม เพราะไม่ไว้ใจชาววิลาศกับหลวงสรอรรถเป็นทุนเดิม เนื่องจากเคยมีเหตุการณ์ที่กะปิตันแมคโดแนลลักลอบนำสินค้าหลบหนีภาษีเข้ามาในสยาม ขณะที่หลวงสรอรรถก็เข้ามาติดต่อกับพระยาบริรักษ์เพื่อหาทางหลีกเลี่ยงภาษี หลวงสรอรรถไม่พอใจที่พระยาบริรักษ์ไม่ยอมช่วยเหลือ จึงคิดจะไปเข้าหาเจ้าพระยาพระคลังเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ก็รู้ดีว่ายากที่จะสำเร็จ เพราะเจ้าพระยาพระคลังเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่เด็ดขาด หลวงสรอรรถบังเอิญได้พบกับขบวนของหลานสาวท่านเจ้าพระยาพระคลังทั้งสามคน อันได้แก่ ทับทิม บัว และ ลำดวน หลวงสรอรรถนึกชอบใจในความงามของบัวซึ่งกำลังจะได้แสดงเป็นนางสีดาที่ตำหนักอัมพวาแทนทับทิมที่กำลังจะแต่งงานกับหมื่นพิพิธภูบาล จึงคิดจะเข้าทางหาเจ้าพระยาพระคลังโดยผ่านทางบัว

หลวงสรอรรถไปเยี่ยมเจ้าพระยาพระคลัง พร้อมด้วยข้าวของเครื่องใช้โดยอ้างว่านำมาให้ใช้ในงานแต่งงานของทับทิม และกำไลข้อมือมากำนัลแด่หลานสาวของท่าน แต่เจ้าพระยาพระคลังรู้ทันว่าหลวงสรอรรถต้องการอะไร จึงปฏิเสธไปอย่างไม่ไยดี หลวงสรอรรถได้แต่กลับไปอย่างหงุดหงิดที่ไม่มีอะไรสำเร็จสักอย่าง ปิ่น มารดาของสามสาว กับทับทิมสงสัยว่าหลวงสรอรรถจะมาชอบพอบัว แต่ก็เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะหลวงสรอรรถนั้นมีภรรยาหลวงอยู่ก่อนแล้ว

เหมเริ่มปรับตัวได้ จึงเรียนหนังสือได้อย่างรวดเร็ว ช่วงบ่ายๆ ระหว่างที่พระครูโพจำวัด เหมก็มักจะใช้เวลาไปเที่ยวเล่นในบริเวณวัดเพียงลำพัง ขณะที่เจ้าบุษย์แอบหลบไปจีบแม่แสงเนย ลูกสาวของจีนจู๊ เหมบังเอิญเห็นกลุ่มนายทหารที่ซุ่มฝึกซ้อมวิชาดาบอยู่ในดงตาลหลังป่าช้า จึงแอบเข้าไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ในกลุ่มนายทหารที่ซุ่มซ้อมดาบนั้น มีสมิงสอดน้อยที่เคยแพ้พนันว่าวกับเหมรวมอยู่ด้วย เหมถูกจับได้ว่ามาแอบดู พุ่ม ชายพิการร่างแคระ หลานของพระครูโพช่วยขอร้องให้ปล่อยเหมไป แต่สมิงสอดน้อยยังแค้นเรื่องเก่าอยู่ ไม่ยอมปล่อยไปเปล่าๆ จึงท้าให้เหมมาสู้กัน ถ้าเหมแพ้ จะต้องถูกตัดลิ้น เหมฮึดสู้กับสมิงสอดน้อยจนสามารถทำร้ายสมิงสอดน้อยได้แต่ก็พ่ายไปในที่สุด สมิงสอดน้อยยอมปล่อยเหมไป ขรัวปู่ยม ผู้ฝึกสอน

เหล่าสมิงเห็นแววในตัวของเหม จึงอาสาจะฝึกสอนวิชาดาบอาทมาตให้กับเหม เหมนั้นแม้จะกลัวพ่อกับแม่รู้ แต่อีกใจก็อยากเรียน จึงตกลงมาขอเป็นศิษย์ด้วยอีกคน

บุษย์ได้ยินมาว่าแหม่มมาเรียไม่สบายหนัก เหมจึงหาโอกาสตอนที่คุณหญิงชมไปทำบุญที่วัด ลักลอบออกไปเยี่ยมแหม่มมาเรียที่บ้าน แหม่มมาเรียนั้นป่วยเป็นโรคฝีในท้อง จึงต้องใช้ฝิ่นเพื่อบรรเทาอาการปวด ทว่าพระยาบริรักษ์ บิดาของเหมนั้นตั้งข้อรังเกียจสินค้าชนิดนี้ ดังนั้น ไมเคิล เจเมสัน สามีของแหม่มมาเรีย จึงต้องแอบนำฝิ่นเข้ามาอย่างยากลำบาก หลายครั้งแหม่มมาเรีย จึงต้องเจ็บปวดทุรนทุรายเนื่องจากมีฝิ่นไม่พอบรรเทาอาการปวด แต่ถึงกระนั้นแหม่มมาเรียก็ยังเอ็นดูเหม และสอนภาษาวิลาศให้กับเหมด้วยความเต็มใจ ขากลับ เหมกับบุษย์ได้พบกับลำดวนที่แอบปีนต้นไม้ขึ้นไปดูเหมเข้าไปในบ้านของพวกวิลาศแล้วลงมาไม่ได้ เหมกับบุษย์จึงช่วยกันพาตัวลำดวนลงมา บัวกับพวกบ่าววิ่งตามมาหาลำดวนจนเจอ บัวเห็นหน้าเหมเข้าก็ประทับใจในความรูปงามของเหมทันที ลำดวนเปรยกับบัวว่าอยากมีพี่ชายใจดีแบบเหมบ้าง บัวเขินอาย นึกถึงแต่หน้าของพ่อเหมรูปทองตลอดเวลา

ในวันงานแต่งงานของทับทิมกับหมื่นพิพิธภูบาล มีคนใหญ่คนโตมาร่วมงานกันคับคั่ง รวมทั้งพระยาราชสุภาวดี (ซึ่งภายหลังจะได้เป็นเจ้าพระยาบดินทรเดชา) พระยาบริรักษ์พาเหมกับคุณหญิงชมมาร่วมงานด้วย ระหว่างที่นั่งสนทนากันประสาผู้ใหญ่ พระยาราชสุภาวดีนำข่าวมาแจ้งว่ามีพระบรมราชโองการให้เหล่าขุนนางระมัดระวังตัวให้ดีเวลาติดต่อกับพวกวิลาศ เนื่องจากทางพม่าเพิ่งจะเสียเมืองยะไข่กับตะนาวศรีให้พวกวิลาศไป ฉะนั้นอย่าทำอะไรที่พวกวิลาศจะใช้เป็นข้ออ้างในการยึดครองเมืองได้ โดยเฉพาะพระยาบริรักษ์ซึ่งเคยมีเรื่องวิวาทกับพวกวิลาศบ่อยๆ พระยาบริรักษ์จำใจต้องรับปากเพราะว่าเป็นพระบรมราชโองการ จึงขัดขืนไม่ได้

เหมกับบุษย์ไปเดินดูรอบๆ งาน และได้พบกับ คุณชายช่วง บุตรชายคนโตของพระยาพระคลัง คุณชายช่วงมีความสนใจในภาษาวิลาศเหมือนกัน เมื่อรู้ว่าเหมรู้ภาษาวิลาศจึงให้ความสนใจอย่างมาก ลำดวนมาเจอกับเหม เหมพูดคุยเล่นหัวกับลำดวนอย่างสนิทสนม ลำดวนดีใจที่มีพี่ชายที่ใจดีเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง ระหว่างเดินกลับขึ้นเรือน เหมกับพระยาบริรักษ์เกือบมีเรื่องกับหลวงสร-อรรถ แต่โชคดีที่ได้คุณชายช่วงมาช่วยไว้ทันเวลา หลวงสรอรรถได้แต่แค้นใจที่ทั้งพระยาบริรักษ์และเหมดูจะเป็นศัตรูกับเขาไปทั้งสองคน ด้านคุณปิ่นเห็นหน้าเหมแล้วนึกชอบใจ จึงคิดจะจับคู่ให้เหมกับบัว จึงให้แม่สื่อไปทาบทามขอวันเดือนปีเกิดของเหมมา ด้านพระยาบริรักษ์เองก็ไม่ค่อยได้ดุด่าเหมเรื่องวิลาศอีก เนื่องจากคุณชายช่วงมีท่าทีสนับสนุนเหมให้เรียนภาษาวิลาศไว้

พระครูโพเริ่มสอนวิชาตำราพิชัยสงครามให้กับเหม ขณะที่วิชาดาบกับขรัวปู่ยมก็ก้าวหน้ามากขึ้น สมิงสอดน้อยเริ่มยอมรับในตัวเด็กหนุ่มถึงกับอาสามาเป็นคู่ซ้อมให้ สมิงสอดน้อยกำลังจะไปทัพเพราะได้ยินข่าวว่าทางกรุงศรีสัตนาคนหุตกำลังเรียกระดมพล จึงต้องขึ้นไปสอดแนมที่โคราช เหมถูกเรียกตัวมาพบคุณชายช่วงเพราะคุณชายช่วงมีหนังสือภาษาวิลาศเล่มใหม่มาอวด เหมมาถึงเรือนตอนที่พวกสาวๆ อาบน้ำกันพอดี บัวเขินอายเมื่อรู้ว่าเหมเห็นเธอกำลังอาบน้ำอยู่ แต่จริงๆ แล้วเหมไม่ได้คิดอะไรกับบัวเลย เหมเอาขนมมาฝากลำดวน พวกบ่าวไพร่ก็เอาไปลือกันว่าเหมจะใช้ลำดวนเป็นสะพานเข้าจีบบัว ลำดวนรบเร้าให้บัวฝากใบพลูไปให้เหมเพราะอยากมีพี่ชาย บัวอิดออดแต่ยอมมอบใบพลูฝากลำดวนไปให้เหมในที่สุด บุษย์ล้อเลียนเหมว่าสาวเจ้ามีใจให้ แต่เหมกลับไม่สนใจ เพราะยังห่วงเรื่องเล่นเรื่องเที่ยวมากกว่าจะสนใจผู้หญิง

พระยาบริรักษ์ออกไปรับเรือกำปั่นขนสินค้าของคุณไมเคิล เจเมสัน โดยมีหลวงสรอรรถมาเป็นนายหน้าเหมือนเช่นเคย สินค้าที่บรรทุกมาในระวางนั้นมีตุ๊กตากระเบื้องที่แอบซุกซ่อนฝิ่นเพื่อใช้บรรเทาอาการป่วยของแหม่มมาเรียอยู่ด้วย แต่หลวงสรอรรถกลับขนตุ๊กตาทั้งหมดไปใส่โกดังจนหมดเพราะหวังจะฮุบฝิ่นไว้เป็นของตัวเอง แล้วโทษว่าเป็นคำสั่งของพระยาบริรักษ์ มิสเตอร์เจเมสันพยายามมาติดต่อพระยาบริรักษ์เพื่อขอของคืนโดยนำสินบนมาให้ พระยาบริรักษ์ไม่พอใจ มิสเตอร์เจเมสันก็เข้าใจผิดว่าพระยาบริรักษ์จะฮุบของไว้ ทั้งคู่จึงก่อเรื่องวิวาทกันขึ้นมาอีก มิสเตอร์เจเมสันสะบักสะบอมกลับไป

คุณหญิงชมฝันร้ายว่าฟ้าผ่าไฟไหม้กลางเรือน พระยาบริรักษ์นิ่งงันเพราะมันหมายความว่าบ้านช่องจะแตกยับอัปราภายในไม่กี่วัน แต่ก็ฝืนปลอบใจคุณหญิงชมว่าไม่ร้ายแรงอะไร ตกดึกคืนนั้นเหมได้ไปร่วมพิธีปลุกเสกของขลังกับกลุ่มของสมิงสอดน้อยที่วัด และได้รับผ้าประเจียดกับว่านเกราะเพชรไพฑูรย์ ซึ่งมีสรรพคุณทำให้หนังเหนียว จากขรัวปู่ยมมาเก็บไว้

คืนเดียวกันนั้น พระพิชัยปราการคนสนิทของเจ้าพระยาพระคลัง มาตามตัวพระยาบริรักษ์ไปพบกับพระยาสมุหกลาโหมด้วยราชการด่วน ทว่าระหว่างทางไปที่เรือนของพระยาพระคลัง พระยาปลัดสมุทรปราการมาดักซุ่มเตือนภัยพระยาบริรักษ์ว่า มีผู้พบศพของมิสเตอร์เจเมสันถูกฆ่าตัดหัวหลังจากมีเรื่องวิวาทกับพระยาบริรักษ์ พระยาบริรักษ์ใจหายวาบ เพราะรู้ว่าตนเองกำลังถูกเพ่งเล็งว่าเป็นคนฆ่า ซึ่งการขัดขืนพระบรมราชโองการนั้นมีโทษถึงขั้นประหารและริบเรือน พระยาบริรักษ์จึงเร่งเดินทางกลับไปเตือนทุกคนที่บ้านให้แยกย้ายกันไปซ่อนตัวยังที่ปลอดภัย แต่ก็ไม่ทันการณ์ ทหารของพระยาสมุหกลาโหมบุกเข้ามาจับตัวพระยาบริรักษ์กับคุณหญิงชมไว้ได้ เหมที่กระโดดน้ำหนีไปได้แล้ว กลับหวนมาช่วยคุณหญิงชม แต่ก็ประดาบสู้แรงของขุนสิทธิสงคราม ทหารของพระยาสมุหกลาโหมไม่ได้ จึงถูกจับตัวไปด้วยอีกคน

พระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหม ถูกนำตัวไปขังไว้ในสถานที่คุมขังนักโทษ ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส แต่กระนั้นพระยาบริรักษ์ก็ไม่ยอมรับว่าเป็นผู้สังหารมิสเตอร์เจเมสัน พระยาพระคลังเองก็ไม่เชื่อว่าพระยาบริรักษ์จะเป็นผู้สังหารชาววิลาศคนนั้น แต่หลักฐานหลายๆ อย่างกลับบ่งชี้ไปในทางนั้นทั้งหมด ทุกคนต่างกังวลว่าหากยังลงโทษคนที่กระทำผิดไม่ได้ พวกวิลาศอาจจะหาเรื่องทำสงครามกับประเทศสยามก็เป็นได้ พระยาปลัดสมุทรปราการมาขอร้องให้พระยาบริรักษ์เห็นแก่ชาติบ้านเมืองและส่วนรวมด้วยการยอมรับสารภาพความผิด พระยาบริรักษ์จึงยอมสารภาพ แม้จะฝืนใจเพียงใดก็ตาม แต่ความจริงแล้ว คนที่ฆ่ามิสเตอร์เจเมสันคือหลวงสรอรรถ ส่วนสาเหตุที่ฆ่าก็คือหักหลังกันเรื่องฝิ่นที่ลักลอบขนเข้ามา หลวงสรอรรถนั้นกุมความลับดำมืดของพระยาปลัดสมุทรปราการไว้ จึงบังคับให้พระยาปลัดสมุทรปราการมาเกลี้ยกล่อมให้พระยาบริรักษ์ยอมรับสารภาพแทน

ด้านบุษย์กับ ไปล่ ผู้เป็นพ่อ หลังจากหนีรอดไปได้ ไปล่ก็คิดจะกลับมาช่วยพระยาบริรักษ์ แต่บ่าวคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วย ต่างเข้ามารุมทำร้ายไปล่แล้วชิงเงินที่พระยาบริรักษ์แบ่งมาให้ ก่อนจะหลบหนีไป ไปล่กลายเป็นอัมพาตพูดไม่ได้ สองพ่อลูกต้องไปอาศัยพระครูโพอยู่ที่วัด สมิงสอดน้อยรู้เรื่องที่เหมถูกจับตัวไป จึงคิดจะไปชิงตัวเหมมา แต่พระครูโพกับขรัวปู่ยมห้ามไว้ บอกว่าไม่มีใครขัดขวางชะตากรรมได้ สมิงสอดน้อยจึงต้องยอมวางมือแต่โดยดี

เมื่อทางบ้านของลำดวนรู้ข่าวของเหมกับพระยาบริรักษ์ การจับคู่ของเหมกับบัวจึงเป็นอันต้องตกไป คุณปิ่นกับ ขุนนาฏยโกศล ผู้เป็นสามี จึงคิดจะส่งบัวเข้าไปถวายตัวในวังเสด็จในกรม เ พราะไม่ไว้ใจหลวงสรอรรถที่แวะเวียนมาบ่อยๆ บัวเองก็จำเป็นต้องตัดใจจากเหม ขณะที่ลำดวนเมื่อรู้ข่าวของเหม ก็ได้แต่นอนร้องไห้สงสารพี่ชายรูปทองที่ต้องประสบเคราะห์กรรมสาหัส

คุณปิ่นพาบัวและลำดวนมาเดินตลาด ขณะเดียวกันนั้น พะทำมะรงก็พาบรรดานักโทษที่ไม่มีญาติคอยหาเลี้ยง ออกมาเดินขอทานตามถนน ซึ่งในนั้นก็มีพระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหมรวมอยู่ด้วย คุณหญิงชมเป็นลมตรงหน้าขบวนของคุณปิ่นพอดี คุณปิ่นไม่กล้าเข้าไปช่วยเหลือเพราะกลัวจะติดร่างแหไปด้วย บัวเองก็ไม่กล้าขัดคำสั่งมารดา ลำดวนสงสารเหมกับแม่จับใจ รีบคว้าแตงกวาไปป้อนให้คุณหญิงชมได้กินพอหายร้อน เหมกับแม่ซาบซึ้งในน้ำใจของลำดวนอย่างมาก พอคุณปิ่นตั้งสติได้ ก็กระชากตัวลำดวนกลับไปทันที

พระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหมเดินทางเข้ามาในพระนครเพื่อฟังการตัดสินโทษ พระยาบริรักษ์ถูกตัดสินให้ทวนพระยาบริรักษ์ ๕๐ ที ริบราชบาตร แล้วเอาตัวพร้อมกับลูกเมียไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง พระยาบริรักษ์ทนการถูกลงทัณฑ์ไม่ไหว เสียชีวิตหลังจากตกเป็นตะพุ่นหญ้าช้างได้ไม่นาน ด้านสองแม่ลูกต้องถูกเกณฑ์ไปยังที่ต่างๆ เมื่อนานวันเข้า ก็หายสาบสูญไป ไม่มีใครรู้ว่าไปอยู่ ณ แห่งหนตำบลใด
๙ ปีผ่านไป เกิดความวุ่นวายขึ้นในเขมร พระยาบดินทรเดชาได้เกณฑ์ไพร่พลขึ้นไปยังเมืองพัตบองเพื่อตระเตรียมรับมือกับญวน ในการนี้คณะปี่พาทย์ละครของขุนนาฏยโกศลถูกเกณฑ์ตามไปแสดงให้ขุนนางผู้ใหญ่ดูด้วย คุณปิ่นไม่ได้อยากไปนักเพราะกลัวลำบาก ขณะที่ท่านขุนนาฏยโกศลนั้นไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้นัก เพราะมีคู่หูใหม่คือ หมื่นวิชิตชลหาญ ที่มักจะนำสุรามามอบให้ท่านขุนบ่อยๆ แต่ที่จริงแล้วหมื่นวิชิตฯ นั้นหวังจะมาพบหน้าลำดวนที่ตอนนี้ได้รำเป็นตัวนางสีดาแทนบัวที่เข้าไปถวายตัวในวังเสด็จในกรมแล้ว คุณปิ่นเข้าไปหาบัวในวังเพราะหวังว่าบัวจะสามารถช่วยทูลขอให้ยับยั้งการเดินทางได้ ทว่าชีวิตของบัวในวังนั้นไม่ได้มีความสุขสบายเหมือนที่หวังไว้ เพราะเสด็จในกรมไม่ทรงโปรดนางละคร แต่กลับทรงไปขลุกอยู่กับพวกตัวละครนอกแทน บัวจึงไม่สามารถช่วยเหลือคุณปิ่นได้ คุณปิ่นจึงได้แต่หนักใจกับการเดินทาง เพราะเกรงว่าการไปอยู่ใกล้แม่ทัพนายกองทั้งหลาย จะทำให้ลำดวนเสียชื่อเสียง หมื่นวิชิตฯ ได้ข่าวการเดินทางครั้งนี้ จึงหาทางขอเป็นคนคุมกระบวนคณะละครจากพระมหานครไปส่งที่เมืองเวียงจันทน์ เพราะหวังว่าจะได้ใกล้ชิดกับลำดวน

ระหว่างการเดินทางมุ่งสู่เมืองเวียงจันทน์ หมื่นวิชิตฯ ก็หาทางเข้าใกล้ลำดวน แต่ลำดวนก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะไม่นึกชอบหมื่นวิชิตฯ ที่ดีแต่อวดเบ่งใส่คนอื่น ชอบคุยโตโอ้อวดว่าตนเป็นหลานของพระยานครนายก ในเมื่อสาวเจ้าไม่สนใจ หมื่นวิชิตฯ ก็เอาใจท่านขุนนาฏยโกศลแทนด้วยการนำสุราอย่างดีที่ขนมาด้วยให้ท่านขุนดื่มไม่อั้น ในขบวนดังกล่าวมีควาญช้างสองคนร่วมเดินทางมาด้วย ทั้งสองมีชื่อว่า ส่ง กับ มา นายส่งเป็นคนตาฟาง ส่วนนายมาเป็นคนหูหนวก อยู่มาวันหนึ่ง ขุนนาฏยโกศลดื่มเหล้าจนเมามายแล้วไปปีนต้นตาล ก่อนจะตกลงมาขาหักทั้งสองข้าง หมื่นวิชิตฯ ได้ยินว่ามีพวกกรมช้างนอกของ ขุนศรีไชยทิตย มาโพนช้างอยู่ละแวกเมืองโคราช จึงสั่งให้นายส่งกับนายมาไปขอความช่วยเหลือ นายส่งกับนายมาอิดออดไม่อยากไป แต่ก็ขัดหมื่นวิชิตฯ ไม่ได้ ลำดวนกับ หุ่น เพื่อนสนิท ออกไปตักน้ำด้วยกันในลำธาร ก็บังเอิญได้พบกับพวกที่มาโพนช้าง หนึ่งในนั้นก็มีเหมซึ่งมีหน้าที่เป็น “เสดียง” อยู่ด้วย แต่ลำดวนจำเหมไม่ได้ เพราะรูปลักษณ์ภายนอกของเหมเปลี่ยนไปมาก ส่วนหนึ่งเพราะเหล่าควาญช้างต้องถือกรรมซึ่งมีข้อห้ามต่างๆ มากมาย เช่น ห้ามตัดผมหรือว่าหนวดเครา ห้ามพูดจากับผู้หญิง ฯลฯ

นายส่งกับนายมาไปตามขุนศรีไชยทิตย ปลัดในกรมพระคชบาลที่กำลังมาโพนช้างละแวกนั้นมาดูอาการของขุนนาฏยโกศล ตอนแรกขุนศรีไชยทิตยไม่คิดจะช่วยเพราะกำลังโพนช้างติดพันอยู่ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจพาพรรคพวกมาช่วยในภายหลัง ขุนศรีไชยทิตยอาสานำทางชาวคณะไปส่งที่เมืองพัตบองให้ ลำดวนกับหุ่นได้นั่งช้างตัวที่เหมเป็นคนคุมอยู่ เหมคอยดูแลและกันท่าหมื่นวิชิตฯ ให้ลำดวน ทว่าเหมกลับไม่กล้าบอกความจริงกับลำดวนว่าตนเองคือใคร บางครั้งเหมก็เผลอพูดจาเกี้ยวพาราสีลำดวนจนต้องไปต่อกรรมกับขุนศรีไชยทิตยอยู่บ่อยๆ ลำดวนเองจากที่เคยหวาดกลัวเสดียงหน้าดุ ก็เริ่มรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยกับเหมอย่างประหลาด ยิ่งได้รู้ว่าคุณปิ่นก็คุ้นหน้าเสดียงหนุ่ม ลำดวนก็มั่นใจว่าเขากับเธอต้องเคยรู้จักกันมาก่อนอย่าง
แน่นอน ไม่แน่ว่าเสดียงหนุ่มอาจจะเป็นพี่เหมที่เธอผูกพันด้วยอย่างมาก ด้านหมื่นวิชิตฉวยโอกาสตอนที่ลำดวนเดินไปทำธุระในทุ่ง ตั้งใจจะเข้าไปลวนลาม เหมเห็นเข้าพอดี จึงลอบทำร้ายหมื่นวิชิตฯ เพื่อเป็นการสั่งสอนโดยให้ทุกคนเข้าใจว่าหมื่นวิชิตฯ ถูกผีป่าทำร้าย จนต้องทำพิธีขอขมาผีป่ากันยกใหญ่

ขุนศรีไชยทิตยสังเกตเห็นรอยเท้าช้างใหม่ ก็รู้ว่าเป็นเจ้าสังข์ ช้างเชือกที่กำลังตามจับตัวอยู่ จึงสั่งให้พวกคณะละครหยุดรอระหว่างที่ไปโพนช้างกัน การโพนช้างครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ ซ้ำยังมีควาญช้างตายไปหนึ่งคน ลำดวนร้องไห้เป็นห่วงว่าเสดียงหนุ่มจะตาย แต่เหมปลอดภัยดี ลำดวนลองเรียกเสดียงหนุ่มว่าเหม เหมชะงักแล้วรีบเดินหนีไป แต่ตกดึกคืนนั้นเหมก็แอบเอาพวงมาลัยดอกลำดวนมาแขวนไว้ให้ที่เพิงพัก ก่อนจะวางแผนพาแม่โต ช้างพังคู่ใจไปเป็นนกต่อจับตัวเจ้าสังข์มาจนสำเร็จ

หมื่นวิชิตฯ กระวนกระวายใจเพราะเรื่องลำดวนไม่มีความคืบหน้า จึงเข้าไปทาบทามสู่ขอกับท่านขุนนาฏยโกศลกับคุณปิ่น แต่ทั้งคู่ยืนยันว่าต้องถามความสมัครใจของลำดวนก่อน หมื่นวิชิตฯ ปรึกษากับพรรคพวกเพื่อหาวิธีที่จะได้ลำดวนมาเป็นเมีย ก็ได้รับคำแนะนำให้แสดงละครหลอกโดยใช้นายส่งกับนายมาให้เป็นประโยชน์ หมื่นวิชิตฯ จึงจ้างวานให้ทั้งสองคนไปลวนลามลำดวนขณะอาบน้ำอยู่ที่ลำธาร ทว่าแผนการกลับผิดพลาดจนเหมจับได้ ควาญทั้งสองซัดทอดว่าหมื่นวิชิตฯ เป็นคนสั่งให้ทำ หมื่นวิชิตฯ ไม่ยอมรับ ซ้ำยังจับตัวควาญทั้งสองไว้เพื่อลงโทษที่ใส่ความเขาด้วยการตัดลิ้น เหมแอบเข้าไปปล่อยตัวควาญทั้งสองคนไปเพราะรู้ดีว่าหมื่นวิชิตฯ เป็นต้นคิด ขุนนาฏยโกศลเรียกเหมเข้าไปขอบคุณที่ช่วยเหลือลำดวนไว้ ก่อนจะจำได้ว่าเหมคือลูกชายของพระยาบริรักษ์ที่ถูกลงโทษให้ไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง เมื่อคุณปิ่นรู้เข้าก็ไม่สบายใจ จึงเข้ามาพูดกับเหมเพื่อให้เหมได้รู้ว่าในตอนนี้ฐานะของลำดวนกับเหมต่างกันมากเพียงใด เหมจึงได้แต่เศร้าใจในโชคชะตาของตน

วันรุ่งขึ้นหลังจากเดินทางถึงเมืองพัตบอง ลำดวนกับเหมก็ต้องแยกย้ายกันไปตามทางของใครของมัน เหมบังเอิญได้พบกับสมิงสอดน้อย สหายเก่าที่ตอนนี้ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นหลวงกำแหงพิชิต หลวงกำแหงฯ เลี้ยงดูปูเสื่อเหมอย่างเต็มที่ให้สมกับที่ไม่ได้พบกันมานาน ตกดึกคืนนั้น เหมที่มึนด้วยฤทธิ์สุรา ก็บุกบั่นไปหาลำดวนถึงที่เรือน ทั้งคู่เปิดใจให้กันและกันโดยไม่มีสิ่งใดมากั้นขวาง เหมตั้งใจว่าจะต้องลบล้างมลทินและพิสูจน์ตัวเองให้คุณปิ่นได้เห็นให้จงได้

เจ้าพระยาบดินทรเดชามีคำสั่งให้พระศรีสิทธิสงครามเร่งจัดหานายทหารมีฝีมือเข้ามาประจำการในกองทัพ จึงได้จัดให้มีการประลองขึ้น หมื่นวิชิตฯ ก็มีชื่อในการประลองด้วย แต่หมื่นวิชิตฯ กลัวจะขายหน้าเพราะตนนั้นไม่มีฝีมือ จึงไปนัดแนะกับครูดาบที่ตัวเองต้องประลองด้วย แต่ก็ไม่สามารถตบตาเจ้าพระยาบดินทรเดชากับพระศรีสิทธิสงครามได้ การประลองจบไปโดยที่ยังหานายทหารที่มือฝีมือจริงๆ ไม่ได้สักคน หมื่นวิชิตฯ เห็นเหมเข้ามาชมการประลองด้วย ก็นึกหมั่นไส้ จึงแกล้งเสนอชื่อเหมให้เข้าไปประลอง

กับพระศรีสิทธิสงคราม เหมใช้วิชาดาบอาทมาตที่เรียนมาจากขรัวปู่ยมประลองกับพระศรีสิทธิสงครามจนได้รับชัยชนะ!!! เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงรับเหมเข้าเป็นทหารในกองทัพทันที ขุนนาฏยโกศลชื่นชมในความสามารถของเหม ขณะที่คุณปิ่นก็เริ่มจะอ่อนลงนิดหน่อยแล้ว

พระยาปลัดสมุทรปราการ เพื่อนสนิทของพระยาบริรักษ์ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ถูกเกณฑ์มาทัพในครั้งนี้ด้วย ตั้งแต่พระยาบริรักษ์เสียชีวิต เหมกับคุณหญิงชมตกระกำลำบากเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง พระยาปลัดสมุทรปราการก็ไม่เคยให้ความช่วยเหลือใดๆ ดังที่เคยให้สัญญากับพระยาบริรักษ์ไว้ เหมไม่ได้คิดแค้น แต่ชายหนุ่มก็เชื่อว่ากรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตามสนอง

เมื่อกองทัพยกมาถึงเมืองโปริสารท เหมก็ได้พบกับบุษย์ ซึ่งตอนนี้ได้ไปเป็นไพร่ในสังกัดของเจ้าพระยาพระคลัง บุษย์ทำหน้าลาดตระเวนดูลู่ทางจะนำทัพของเจ้าพระยาพระคลังมาสมทบกับทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาเพื่อเตรียมตัวตีเมืองไซ่ง่อน แต่ก่อนหน้านั้น ทัพของทั้งสองพระยาได้ร่วมมือกันตีค่ายญวนที่ปากคลองวามะนาว เหมเป็นผู้ออกอุบายเข้าไปประชิดกำแพงเมืองแล้วเข้าตีจนค่ายของข้าศึกแตกพ่ายเป็นผลสำเร็จ ทำให้ได้รับความดีความชอบเป็นอันมาก พระยาบดินทรเดชาจึงทำหนังสือขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ปลดเหมกับคุณหญิงชมออกจากการเป็นตะพุ่นหญ้าช้างให้

การรบครั้งต่อมาที่เมืองโจฎก ทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาล้อมเมืองโจฎกไว้แล้ว ขณะที่พระยาปลัดสมุทรปราการเป็นผู้คุมทัพช้างมาทำศึก แต่พระยาปลัดสมุทรปราการเคลื่อนขบวนมาอย่างเชื่องช้าเพราะความรักสบายของตัว จึงทำให้ราชการศึกเสียหายเป็นอันมาก เหมเป็นผู้ออกความคิดพิชิตค่ายเข้าตีเมืองโจฎกได้อีกครั้ง เจ้าพระยาบดินทรเดชาโกรธมากที่พระยาปลัดสมุทรปราการทำให้เสียงานเสียการ จึงมีคำสั่งลงโทษให้ตัดศีรษะพระยาปลัดสมุทรปราการเสียบประจานไว้กลางทัพ เพื่อไม่ให้ผู้อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง หลังจากนั้นก็มีการบุกเข้าตีเมืองต่างๆ อีกหลายครั้ง และไทยก็เป็นฝ่ายที่ได้รับชัยชนะเหนือญวนทุกครั้ง

พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์ เหมจึงต้องเดินทางกลับพระนครกับกองทัพเพื่อมาร่วมงานพระเมรุ เหมที่ตอนนี้ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นสุรบดินทร์ ได้กลับไปพบกับคุณชายช่วง ที่ตอนนี้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสิทธิ์นายเวรแล้ว คุณชายช่วงดีใจมากที่เหมสามารถลบล้างมลทินให้ตัวเองได้ คุณชายช่วงเองยังคงสนใจเรื่องของวิลาศเหมือนเช่นเดิม ท่านเล่าให้เหมฟังว่านายห้างหันแตร หรือมิสเตอร์ฮันเตอร์ เจ้านายเก่าของมิสเตอร์เจเมสัน ตอนนี้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงอาวุธวิเศษประเทศพานิช และทำการค้าขายอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ กับทางสยาม ในเวลานั้น นายห้างหันแตรกำลังติดต่อมาเพื่อขายเรือกลไฟที่เดินเรือด้วยพลังจักรไอน้ำ เหมเตือนว่าให้ตรวจดูสภาพของเรือให้ดีก่อนซื้อ คุณชายช่วงพอใจมาก คิดอยากจะได้เหมมาทำงานด้วย

เหมกลับไปหาคุณหญิงชมที่พำนักอยู่กับครอบครัวของขุนนาฏยโกศลที่กรุงเก่า คุณหญิงดีใจมากที่เหมประกอบคุณงามความดีจนได้ปลดตะพุ่น เหมเกริ่นกับคุณหญิงชมว่าอยากจะให้ไปสู่ขอลำดวนกับขุนนาฏยโกศล คุณหญิงเองก็ยังจำความมีน้ำใจของลำดวนเมื่อตอนที่นำแตงกวามาให้กินได้ดีอยู่ จึงยินดีกับเหมด้วย เหมเริ่มฝันว่าจะสร้างบ้านอยู่ที่กรุงเก่ากับแม่ลำดวนเมียรัก

คุณชายช่วงได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นจมื่นไวยวรนาถ และได้ขอตัวเหมมาช่วยทำงานด้วย เหมได้กลับไปเรียนภาษาอังกฤษอีกครั้งกับครูปีเตอร์ มิชชันนารีที่เดินทางมากับคณะนายแพทย์ของ แดน บีช แบรดลีย์ (หมอบรัดเลย์) แม้เหมจะเรียนภาษาอังกฤษ แต่ก็เรียนเพื่อให้รู้ทันพวกวิลาศเท่านั้น เพราะเหมไม่ไว้ใจพวกวิลาศอีกแล้วเนื่องจากประสบการณ์ที่เคยได้รับมา เหมได้พบกับลำดวนและบัวในช่วงที่มีงานพระเมรุในพระนคร เมื่อบัวได้พบเหม ความรู้สึกเก่าๆ ก็เริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง ฐานะของบัวในวังของเสด็จในกรมก็เริ่มจะไม่แน่นอน เนื่องจากกรมหลวงรักษรณเรศร์เองก็มีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้น บัวรู้สึกอิจฉาลำดวนที่ได้หัวใจของเหมไป และเฝ้าแต่คิดว่าตนเองเคยรักเหมมาก่อน ถ้าครั้งนั้นไม่ใจเร็วด่วนได้ ตัดสินใจเข้ามาถวายตัวเพราะเห็นแก่ความสุขสบายแล้วล่ะก็ ป่านนี้ก็คงได้ครองคู่อยู่กับเหมไปแล้ว เหมถูกงูมีพิษกัดระหว่างทางกลับบ้าน บังเอิญที่หมอบรัดเลย์ผ่านมาพบพอดี จึงให้ความช่วยเหลือเหมเป็นอย่างดี ทำให้เหมเริ่มคลายความระแวงสงสัยในตัวของฝรั่งวิลาศลงไปได้บ้าง

หมื่นวิชิตฯ ต้องการเอาชนะใจลำดวน จึงเข้ามาขอความช่วยเหลือจากบัว แต่พอพูดถึงเหม หมื่นวิชิตฯ ก็สังเกตเห็นว่าบัวมีปฏิกิริยากับชื่อนี้ จึงรู้ว่าบัวก็มีใจชอบเหมเหมือนกัน หมื่นวิชิตฯ ยุยงให้บัวทำเสน่ห์ใส่เหมเพื่อแย่งเหมมาจากลำดวน บัวถูกหว่านล้อมจนยอมทำตามที่หมื่นวิชิตฯ แนะนำ หลวงกำแหงฯ พาพุ่ม หลานชายพระครูโพที่ตอนนี้เป็นหมอดูทำเสน่ห์มาหาเหมเพื่อแจ้งข่าวหมื่นวิชิตฯ และบัวที่ไปขอให้พุ่มทำเสน่ห์ใส่ลำดวนกับตัวเหม ทั้งๆ ที่การทำเสน่ห์นั้นเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทุกคนจึงร่วมมือกันวางแผนจับหมื่นวิชิตฯ กับบัวให้ได้คาหนังคาเขาขณะทำพิธี หมื่นวิชิตโกรธแค้นที่ถูกหลอกจึงฆ่าพุ่มตาย ก่อนจะหลบหนีไป เหมประกาศก้องว่าจะจับหมื่นวิชิตฯ มาลงโทษให้ได้เพื่อเซ่นดวงวิญญาณของพุ่ม ด้านบัวนั้นพยายามอ้อนวอนขอความเห็นใจจากเหม แต่เมื่อได้รับคำยืนยันจากเหมว่าเขาไม่เคยมีเยื่อใยใดๆ กับเธอเลย บัวรู้สึกอับอายและสำนึกผิดกับลำดวนอย่างมาก

หลังจากที่กรมหลวงรักษรณเรศร์ถูกถอดพระยศและถูกตัดสินประหารชีวิต ทุกคนในวังก็ต่างพากันแยกย้ายกันไป บัวจึงตัดสินใจตามหม่อมดวงแขไปอยู่ที่เมืองลำปาง อุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาเพื่อชดใช้กรรมที่ก่อไว้ในชาตินี้ ด้านคุณหญิงชมก็เดินทางไปสู่ขอแม่ลำดวนกับท่านขุนนาฏยโกศลกับคุณปิ่น ตอนแรกคุณปิ่นก็ทำท่าจะไม่ให้เพราะหวงลูก แต่ท่านขุนก็เกลี้ยกล่อมจนคุณปิ่นเห็นใจในความรักของหนุ่มสาว จึงยอมยกลำดวนให้เหมแต่โดยดี

คุณชายช่วง เหมและบรรดาเสนาบดีต่างๆ มารอรับเรือกลไฟที่นายห้างหันแตรนำมาส่งมอบให้สยาม แต่เมื่อเรือกลไฟมาถึงจริงๆ กลับมีสภาพเก่า ไม่เหมาะสมกับราคาที่เรียก ทางสยามจึงปฏิเสธการซื้อ ทำให้นายห้างหันแตรโกรธมาก นายห้างหันแตรพยายามหาเรื่องทางฝั่งสยาม ที่หนักสุดก็ถึงขั้นข่มขู่ว่าจะยิงสลุตไปทางพระบรมมหาราชวัง เหมจึงวางแผนให้จับตัวนายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์ไปขังไว้ ถ้าจะมีปัญหา
ใดๆ เกิดขึ้นตามมา เหมก็ขอรับผิดชอบเองแต่เพียงผู้เดียว เมื่อถูกปล่อยตัวออกมาก นายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์โกรธมากถึงขึ้นอาฆาตเหมไว้ว่าจะต้องกลับมาจัดการกับเหมให้ได้ ก่อนที่ทั้งคู่จะแล่นเรือกลไฟออกไปจากประเทศสยาม

พระยาปากน้ำมาแจ้งกับคุณชายช่วงและเหมว่า จับตัวคนรับใช้ชาวอินเดียของมิสเตอร์เจเมสันที่ถูกฆ่าตาย ซึ่งเป็นต้นเหตุให้พระยาบริรักษ์พ่อของเหมได้รับโทษได้ คนรับใช้รายนั้นสารภาพว่ามิสเตอร์เจเมสันถูกหลวงสรอรรถฆ่าตาย เพราะหลวงสรอรรถต้องการยักยอกฝิ่นที่มิสเตอร์เจเมสันลักลอบนำเข้ามาไปเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้มลทินของพระยาบริรักษ์จึงได้รับการชำระสะสาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานบำเหน็จให้เหมเป็น “หลวงสุรบดินทร์” เพื่อตอบแทนความทุกข์ยากและประกาศถึงความจงรักภักดีของพระยาบริรักษ์ ส่วนหลวงสรอรรถที่ตอนนี้ได้ข่าวว่าไปเข้าร่วมกับจีนตั้วเหี่ยทำการค้าฝิ่นเป็นปฏิปักษ์กับทางราชการนั้น ก็ทรงมีพระราชดำรัสให้มีการปราบปรามพวกที่ค้าฝิ่นให้หมดไปโดยเร็ว

ในที่สุด เหมก็ได้แต่งงานกับลำดวนสมที่ตั้งใจไว้ ทว่าหลังจากแต่งงานได้ไม่กี่วัน เหมกับ หมื่นไวยวรนาถ (คุณชายช่วง) ก็ถูกเกณฑ์ไปปราบปรามพวกจีนตั้วเหี่ยและก๊กต่างๆ ที่ค้าขายฝิ่นที่เมืองสาครบุรี หลังจากปราบปรามอยู่หลายเดือน เหมกับคุณชายช่วงก็ได้ข่าวว่าหลวงสรอรรถไปยุยงพวกจีนตั้วเหี่ยและจีนเชียงทองให้แข็งข้อกับขุนนางจากพระมหานคร ทั้งคู่จึงวางแผนล้อมจับจีนตั้วเหี่ยและบรรดาก๊กต่างๆ แล้วก็ยังได้ตัวหลวงสรอรรถมาด้วย เหมแม้จะโกรธแค้นหลวงสรอรรถเพียงใดที่ทำให้พระยาบริรักษ์เสียชีวิตและทำให้ตัวเขากับแม่ต้องตกระกำลำบาก แต่เหมก็ไม่ยอมตัดสินโทษแบบศาลเตี้ย จึงส่งตัวหลวงสรอรรถไปถูกลงโทษตามกฎหมายบ้านเมืองต่อไป

ด้านลำดวนตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมาเป็นหญิง เหมจึงตั้งชื่อว่า “มาลัย” เพื่อเป็นตัวแทนความผูกพันของเขาที่มีต่อลำดวน หลังจากนั้นไม่นานนัก เซอร์ เจมส์ บรู๊ค ทูตคนใหม่จากประเทศเกาะบริเตนใหญ่ ก็เดินทางเข้ามาพร้อมกับหนังสือสนธิสัญญาฉบับใหม่ รวมทั้งเงื่อนไขให้คนภายใต้บังคับของอังกฤษสามารถทำการค้าได้อย่างเสรี และไม่สามารถใช้กฎหมายไทยลงโทษคนเหล่านั้นได้ ซึ่งเหมไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขข้อนี้ เหมถูกลอบยิงเนื่องจากเป็นตัวตั้งตัวตีคัดค้านเงื่อนไขในสนธิสัญญา แต่เคราะห์ดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ คุณชายช่วงเป็นห่วงความปลอดภัยของเหม จึงเตือนให้เหมระวังพวกวิลาศไว้ เหล่าเสนาบดีผู้ใหญ่พิจารณาสนธิสัญญาของทูตานุทูตอังกฤษแล้ว เห็นว่าไม่เป็นธรรมกับทางสยาม จึงไม่เห็นสมควรทำตามข้อตกลง

ดังกล่าว คณะทูตของเซอร์ เจมส์ บรู๊คไม่พอใจอย่างมาก ทุกคนคาดหมายกันว่าทางอังกฤษคงจะหาเรื่องบุกสยามในไม่ช้า ขณะเดียวกัน พวกหลวงกำแหงก็บอกกับเหมว่าพบตัวหมื่นวิชิตฯ แล้ว

ทางอังกฤษนำเรือรบมาปิดปากอ่าว พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้ส่งตัวเหมไปดำเนินคดีที่เรือรบอังกฤษในคดีที่เคยลวงนายห้างหันแตรไปคุมขังไว้ เหมจึงคิดจะเสียสละตัวเองเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดเหมือนเช่นที่พระยาบริรักษ์ผู้เป็นบิดาเคยทำ แม้คุณชายช่วงและเจ้าพระยาพระคลังจะทัดทาน แต่ก็ไม่เป็นผล คุณชายช่วงกลัวว่าเหมจะไปตาย จึงขังเหมไว้ในบ้านแล้วให้คนเฝ้าไว้ให้ดี เหมข่มขู่บุษย์ที่คอยเฝ้าอยู่ว่าจะตัดบ่าวตัดนายด้วย บุษย์จึงยอมปล่อยตัวเหมไป

เมื่อรู้ว่าเหมหนีไปได้ เจ้าพระยาพระคลังก็สั่งให้คุณชายช่วงไปห้ามเหมไว้ แต่เหมไม่ยอมเปลี่ยนใจ ดึงดันที่จะทำตามความตั้งใจเดิมคือไปรับการตัดสินคดีบนเรือรบของอังกฤษ กะปิตัน บราวน์ที่เคยถูกเหมจับขังไว้คราวก่อน เฝ้ารอที่จะได้แก้แค้นเหมให้สาแก่ใจ ทว่าเมื่อเรือที่นำตัวเหมไปยังเรือรบอังกฤษลอยลำอยู่กลางแม่น้ำ เหมก็ตัดสินใจกระโดดลงน้ำทั้งๆ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กทั้งตัว กะปิตันบราวน์สั่งให้คนค้นหาร่างของเหมให้เจอ แม้จะเป็นศพไปแล้วก็จะนำขึ้นมาลงโทษให้สมแค้นให้จงได้!!!

ทางบ้านของเหม ทั้งคุณหญิงชม ลำดวน คุณปิ่นและท่านขุนนาฏยโกศลต่างเสียใจที่เหมต้องมาพบจุดจบเช่นนี้ ขณะที่ทางอังกฤษก็ไม่ละความพยายามที่จะงมหาศพของเหม แม้จะผ่านไปหลายวันแล้วก็ตาม ในที่สุดทางอังกฤษก็งมหาศพของเหมจนเจอในสภาพใบหน้าเละเทะเพราะถูกปลาทะเลกัดกิน กะปิตันบราวน์สั่งให้เอาแส้มาเฆี่ยนศพจนสมแค้นแล้วจึงทิ้งร่างลงทะเลไป พระยาปากน้ำสั่งให้เก็บศพของเหมขึ้นมาประกอบพิธีทางศาสนา ทว่าพระยาปากน้ำก็สังเกตเห็นว่าใต้ท้องแขนของศพนั้น ไม่มีรอยสักที่เป็นเครื่องหมายของการโดนโทษตะพุ่นหญ้าช้าง หลวงกำแหงรีบกลบเกลื่อนด้วยการบอกว่าคงเป็นเพราะแช่น้ำทะเลนานเกินไปนั่นเอง

เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นก็คือ เหมสามารถปลดโซ่เหล็กได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากเคยเป็น “เสดียง” มาก่อน หลังจากปลดโซ่เหล็กได้และกระโดดลงน้ำไป ที่ใต้น้ำนั้นก็มี หลวงเผด็จทินกร เพื่อนทหารในกองทัพ คอยรับตัวอยู่ หลวงเผด็จฯ นั้นมีความสามารถในการดำน้ำได้นานโดยใช้ลำมะละกอและท่อผักบุ้ง หลังจากนั้นก็พากันไปซ่อนตัวอยู่ในป่าก่อน ส่วนศพที่พบในทะเลนั้น ก็คือศพของหมื่นวิชิตฯ นั่นเอง เหมกลับมาอยู่กับลำดวนอีกครั้ง โดยที่รู้ตัวดีว่าคงไม่อาจกลับเข้ารับราชการได้อีกแล้ว แต่ลำดวนก็ไม่สนใจ ขอแค่ได้มีเหมอยู่เคียงข้างกัน หญิงสาวก็สุขใจแล้ว

หลายปีผ่านไป เหมทำงานเป็นควาญช้างอยู่ในเพนียดที่กรุงเก่า คุณชายช่วงซึ่งได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ได้เดินทางมาหาเหมเพื่อขอให้เหมร่วมเดินทางไปกับคณะทูตที่จะไปถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษ แต่เหมต้องปกปิดตัวตนและไปในฐานะหมอนวดเท่านั้น เหมลังเลว่าจะตอบรับคำขอร้องของคุณชายช่วงดีหรือไม่ ลำดวนจึงสนับสนุนให้เหมเดินทางไปกับคณะทูต เหมจึงตัดสินใจออกเดินทางมุ่งสู่ประเทศอังกฤษเพื่อปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติ แม้จะไร้ชื่อ ไร้เกียรติยศชื่อเสียงใดๆ แต่ชายหนุ่มก็ยินดีและเต็มใจทำในฐานะ … ข้าแห่งบดินทร์!!!

ออกอากาศ: ทุกวันศุกร์ – เสาร์ – อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางช่อง 3
นำแสดงโดย: เจมส์ มาร์ , แมท ภีรนีย์ , สายไหม มณีรัตน์ , บอย ภาสกร , กิก ดนัย , เอ็ม อภินันท์ , แจ็ค จักรพันธ์ , ต้น จักรกฤษณ์ , แหม่ม จินตหรา , หมู ดิลก , ต่อง สาวิตรี , หนุ่ม สันติสุข และนักแสดงมากฝีมือคับคั่ง
บทละครโดย: วรรณวรรธน์
อำนวยการผลิตโดย: บริษัท ทีวีซีน แอนด์ พิคเจอร์ จำกัด
กำกับการแสดงโดย: อรรถพร ธีมากร