<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>รวมรูปภาพเก่า &#187; วัดสระเกศ</title>
	<atom:link href="https://www.zabzaa.com/oldphotos/tag/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a8/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.zabzaa.com/oldphotos</link>
	<description>ภาพในอดีต ภาพทางประวัติศาสตร์ ภาพเก่าหาดูยาก</description>
	<lastBuildDate>Mon, 22 Jun 2015 18:33:12 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.2.39</generator>
	<item>
		<title>แร้งวัดสระเกศ</title>
		<link>https://www.zabzaa.com/oldphotos/%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a8/</link>
		<comments>https://www.zabzaa.com/oldphotos/%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a8/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 10 Aug 2014 06:07:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[old photo zabzaa]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ภาพสถานที่]]></category>
		<category><![CDATA[ฝูงแร้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพหาดูยาก]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพเก่า]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพในอดีต]]></category>
		<category><![CDATA[รูปหาดูยาก]]></category>
		<category><![CDATA[รูปเก่า]]></category>
		<category><![CDATA[วัดสระเกศ]]></category>
		<category><![CDATA[แร้ง]]></category>
		<category><![CDATA[แร้งวัดสระเกศ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.zabzaa.com/oldphotos/?p=110</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อสมัยต้นๆ รัชกาลที่ ๕ ที่วัดสระเกศเป็นแหล่งรวมของแร้งจำนวนมาก สาเหตุที่มันมาอยู่ที่วัดนี้ ก็เนื่องจากสมัยนั้น ทางคุกเอาศพนักโทษมาทิ้งที่วัดนี้เพื่อให้เป็นเหยื่อของแร้งกากิน นอกจากศพของนักโทษแล้ว บางทีศพของคนยากจนซึ่งไม่มีญาติพี่น้อง หรือไม่สามารถจะเผาได้ ก็ถูกนำมาทิ้งไว้ให้แร้งกินเช่นเดียวกัน วัดสระเกศเป็นวัดที่อยู่ใกล้กับประตูผี ซึ่งเป็นประตูเมืองเพียงประตูเดียว ที่ให้เอาศพของคนที่ตายภายในกำแพงเมืองออกไปเผานอกเมืองตามธรรมเนียมประเพณีแต่โบราณ ดังนั้น วัดสระเกศจึงเป็นวัดที่ใครๆ ก็พากันเอาศพมาทิ้งหรือมาไว้ที่วัดนี้ เพราะสะดวกในการไปมาในครั้งกระนั้นยิ่งกว่าวัดอื่นๆ ความจริงที่วัดสระเกศ มีฝูงแร้งคอยกินซากศพคนมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๒ แล้ว เพราะครั้งนั้นได้เกิดอหิวาตกโรคหรือที่เรียกกันในสมัยนั้นว่า “โรคห่า” หรือ “ไข้ป่วงใหญ่” ขึ้นในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใกล้เคียง ปรากฏว่ามีคนตายเป็นจำนวนมาก ตามพระราชพงศาวดารกล่าวว่า เพียง ๑๕ วันกว่าๆ เท่านั้น คนตายด้วยโรคนี้เป็นจำนวนถึง ๓ หมื่นคน ถึงขนาดศพที่เอาไปทิ้งไว้ในป่าช้า และศาลาดินวัดสระเกศ วัดบางลำพู (วัดสังเวชฯ) วัดบพิตรภิมุข วัดปทุมคงคา และวัดอื่นๆ อีกหลายวัด กองเป็นภูเขาเลากาจนศพก่ายกันเหมือนกองฟืน แม้แต่ในแม่น้ำลำคลองก็เต็มไปด้วยซากศพจนใช้กินใช้อาบไม่ได้ โดยเฉพาะที่วัดสระเกศ เนื่องจากมีศพมากกว่าวัดอื่นๆ ไม่สามารถที่จะเผาและฝังได้ทันที จึงต้องขุดหลุมขนาดใหญ่ แล้วเอาศพทิ้งลงไปในหลุมสุมกันอยู่อย่างนั้น จนมีฝูงแร้งกาและหมามาลงมากินเป็นประจำ มีเรื่องเล่าว่า แร้งที่มาลงกินศพที่วัดสระเกศตัวหนึ่ง เป็นแร้งที่อยู่ถึงเมืองพิจิตรโน่น แร้งตัวนี้มีชื่อว่า “หงส์ทอง” เป็นแร้งที่พระภิกษุเมืองพิจิตรรูปหนึ่งเลี้ยงไว้จนเชื่องตั้งแต่ยังเป็นลูกแร้ง โดยพระภิกษุรูปนั้นได้เอาผ้าแดงผูกคอไว้เป็นเครื่องหมาย สาเหตุที่ทราบว่าเป็นแร้งเมืองพิจิตร ก็เนื่องพระภิกษุรูปนั้นลงมากรุงเทพฯ ซึ่งการเดินทางในสมัยนั้นต้องมาทางเรือเป็นแรมเดือน ได้มาพบหงส์ทองของท่านกำลังจิกกินซากศพที่วัดสระเกศเข้าโดยบังเอิญ เรื่องแร้งวัดสระเกศนี้ จากในหนังสือนาวิกะศาสตร์เรื่อง “ฝรั่งเศส-สยาม ร.ศ. ๑๑๒” ซึ่งเป็นรายงานของเรือเอก หลุยส์ ดารติช ดูฟูรเนต์ ผู้บังคับการเรือโคเมตของฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ ระหว่างเกิดกรณีพิพาทเรื่องดินแดนทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง แล้วผู้นำเที่ยวได้พามาที่วัดสระเกศ ได้บรรยายถึงสภาพของแร้งวัดสระเกศและสถานที่ทิ้งศพไว้ว่า เมื่อได้เห็นและได้กลิ่นซากศพ ภาพนกอันน่าเกลียด ซึ่งกำลังเกาะอยู่บนหลังคาวัดผุๆ พังๆ เพื่อคอยอาหารของมัน และได้ฟังคำอธิบายจากพระภิกษุรูปร่างพิลึกน่ากลัว ในบริเวณอันน่าสลดใจนี้ ก็ได้ทำให้เกิดความอึดอัดใจเสมือนฝันร้าย และกล่าวว่าสภาพที่นี้เป็นนรกอเวจีส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นบริเวณที่ประหลาดที่สุดของกรุงเทพฯ เรือเอก หลุยส์ ดารติช ดูฟูรเนต์ ยังได้ระบายความรู้สึกในเรื่องการทิ้งศพให้แร้งกินว่า กรุงเทพฯ มีทั้งอาระธรรมสมัยเก่ากับอารยะธรรมสมัยใหม่ควบคู่กันไป เพราะกรุงเทพฯ สมัยนั้น มีไฟฟ้าใช้แล้ว ตามถนนสายต่างๆ มีรถรางไฟฟ้าวิ่ง มีสายโทรเลข โทรศัพท์ระเกะระกะทั่วๆ ไป มีเรือจอดในแม่น้ำ มีโรงทหารแบบยุโรป และใช้ปืนเล็กแบบใหม่สุด แม้แต่รถไฟก็มีวิ่ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นความเจริญแบบใหม่ที่ไทยนำมาใช้ แต่ก็ยังมีความรู้สึกนึกคิด จารีตประเพณีโบราณระคนปนอยู่ด้วย เช่น การทิ้งซากศพให้แร้งกิน เป็นต้น &#160;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.zabzaa.com/oldphotos/wp-content/uploads/2014/08/แร้งวัดสระเกศ.jpg"><img src="http://www.zabzaa.com/oldphotos/wp-content/uploads/2014/08/แร้งวัดสระเกศ.jpg" alt="แร้งวัดสระเกศ" width="750" height="634" class="alignnone size-full wp-image-111" /></a></p>
<p>เมื่อสมัยต้นๆ รัชกาลที่ ๕ ที่วัดสระเกศเป็นแหล่งรวมของแร้งจำนวนมาก สาเหตุที่มันมาอยู่ที่วัดนี้ ก็เนื่องจากสมัยนั้น ทางคุกเอาศพนักโทษมาทิ้งที่วัดนี้เพื่อให้เป็นเหยื่อของแร้งกากิน</p>
<p>นอกจากศพของนักโทษแล้ว บางทีศพของคนยากจนซึ่งไม่มีญาติพี่น้อง หรือไม่สามารถจะเผาได้ ก็ถูกนำมาทิ้งไว้ให้แร้งกินเช่นเดียวกัน </p>
<p>วัดสระเกศเป็นวัดที่อยู่ใกล้กับประตูผี ซึ่งเป็นประตูเมืองเพียงประตูเดียว ที่ให้เอาศพของคนที่ตายภายในกำแพงเมืองออกไปเผานอกเมืองตามธรรมเนียมประเพณีแต่โบราณ</p>
<p>ดังนั้น วัดสระเกศจึงเป็นวัดที่ใครๆ ก็พากันเอาศพมาทิ้งหรือมาไว้ที่วัดนี้ เพราะสะดวกในการไปมาในครั้งกระนั้นยิ่งกว่าวัดอื่นๆ</p>
<p>ความจริงที่วัดสระเกศ มีฝูงแร้งคอยกินซากศพคนมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๒ แล้ว เพราะครั้งนั้นได้เกิดอหิวาตกโรคหรือที่เรียกกันในสมัยนั้นว่า “โรคห่า” หรือ “ไข้ป่วงใหญ่” ขึ้นในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใกล้เคียง ปรากฏว่ามีคนตายเป็นจำนวนมาก ตามพระราชพงศาวดารกล่าวว่า เพียง ๑๕ วันกว่าๆ เท่านั้น คนตายด้วยโรคนี้เป็นจำนวนถึง ๓ หมื่นคน ถึงขนาดศพที่เอาไปทิ้งไว้ในป่าช้า และศาลาดินวัดสระเกศ วัดบางลำพู (วัดสังเวชฯ) วัดบพิตรภิมุข วัดปทุมคงคา และวัดอื่นๆ อีกหลายวัด กองเป็นภูเขาเลากาจนศพก่ายกันเหมือนกองฟืน แม้แต่ในแม่น้ำลำคลองก็เต็มไปด้วยซากศพจนใช้กินใช้อาบไม่ได้</p>
<p>โดยเฉพาะที่วัดสระเกศ เนื่องจากมีศพมากกว่าวัดอื่นๆ ไม่สามารถที่จะเผาและฝังได้ทันที จึงต้องขุดหลุมขนาดใหญ่ แล้วเอาศพทิ้งลงไปในหลุมสุมกันอยู่อย่างนั้น จนมีฝูงแร้งกาและหมามาลงมากินเป็นประจำ</p>
<p>มีเรื่องเล่าว่า แร้งที่มาลงกินศพที่วัดสระเกศตัวหนึ่ง เป็นแร้งที่อยู่ถึงเมืองพิจิตรโน่น แร้งตัวนี้มีชื่อว่า “หงส์ทอง” เป็นแร้งที่พระภิกษุเมืองพิจิตรรูปหนึ่งเลี้ยงไว้จนเชื่องตั้งแต่ยังเป็นลูกแร้ง โดยพระภิกษุรูปนั้นได้เอาผ้าแดงผูกคอไว้เป็นเครื่องหมาย</p>
<p>สาเหตุที่ทราบว่าเป็นแร้งเมืองพิจิตร ก็เนื่องพระภิกษุรูปนั้นลงมากรุงเทพฯ ซึ่งการเดินทางในสมัยนั้นต้องมาทางเรือเป็นแรมเดือน ได้มาพบหงส์ทองของท่านกำลังจิกกินซากศพที่วัดสระเกศเข้าโดยบังเอิญ</p>
<p>เรื่องแร้งวัดสระเกศนี้ จากในหนังสือนาวิกะศาสตร์เรื่อง “ฝรั่งเศส-สยาม ร.ศ. ๑๑๒” ซึ่งเป็นรายงานของเรือเอก หลุยส์ ดารติช ดูฟูรเนต์ ผู้บังคับการเรือโคเมตของฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ ระหว่างเกิดกรณีพิพาทเรื่องดินแดนทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง แล้วผู้นำเที่ยวได้พามาที่วัดสระเกศ ได้บรรยายถึงสภาพของแร้งวัดสระเกศและสถานที่ทิ้งศพไว้ว่า</p>
<p>เมื่อได้เห็นและได้กลิ่นซากศพ ภาพนกอันน่าเกลียด ซึ่งกำลังเกาะอยู่บนหลังคาวัดผุๆ พังๆ เพื่อคอยอาหารของมัน และได้ฟังคำอธิบายจากพระภิกษุรูปร่างพิลึกน่ากลัว ในบริเวณอันน่าสลดใจนี้ ก็ได้ทำให้เกิดความอึดอัดใจเสมือนฝันร้าย และกล่าวว่าสภาพที่นี้เป็นนรกอเวจีส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นบริเวณที่ประหลาดที่สุดของกรุงเทพฯ</p>
<p>เรือเอก หลุยส์ ดารติช ดูฟูรเนต์ ยังได้ระบายความรู้สึกในเรื่องการทิ้งศพให้แร้งกินว่า กรุงเทพฯ มีทั้งอาระธรรมสมัยเก่ากับอารยะธรรมสมัยใหม่ควบคู่กันไป เพราะกรุงเทพฯ สมัยนั้น มีไฟฟ้าใช้แล้ว ตามถนนสายต่างๆ มีรถรางไฟฟ้าวิ่ง มีสายโทรเลข โทรศัพท์ระเกะระกะทั่วๆ ไป มีเรือจอดในแม่น้ำ มีโรงทหารแบบยุโรป และใช้ปืนเล็กแบบใหม่สุด แม้แต่รถไฟก็มีวิ่ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นความเจริญแบบใหม่ที่ไทยนำมาใช้ แต่ก็ยังมีความรู้สึกนึกคิด จารีตประเพณีโบราณระคนปนอยู่ด้วย เช่น การทิ้งซากศพให้แร้งกิน เป็นต้น</p>
<ul class="ssb_list_wrapper"><li class="fb2" style="width:135px"><iframe src="//www.facebook.com/plugins/like.php?href=https%3A%2F%2Fwww.zabzaa.com%2Foldphotos%2F%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a8%2F&amp;layout=button_count&amp;action=like&amp;show_faces=false&amp;share=true&amp;width=135&amp;height=21&amp;appId=307091639398582" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden;  width:150px; height:21px;" allowTransparency="true"></iframe></li><li class="twtr" style="width:90px"><a href="https://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-url="https://www.zabzaa.com/oldphotos/%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a8/">&nbsp;</a><script>!function(d,s,id){var js,fjs=d.getElementsByTagName(s)[0],p=/^http:/.test(d.location)?'http':'https';if(!d.getElementById(id)){js=d.createElement(s);js.id=id;js.src=p+'://platform.twitter.com/widgets.js';fjs.parentNode.insertBefore(js,fjs);}}(document, 'script', 'twitter-wjs');</script></li><li class="gplus" style="width:68px"><div class="g-plusone" data-size="medium" data-href="https://www.zabzaa.com/oldphotos/%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a8/"></div></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.zabzaa.com/oldphotos/%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Dynamic page generated in 0.124 seconds. -->
<!-- Cached page generated by WP-Super-Cache on 2026-08-09 05:53:35 -->
