<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ข่าวบันเทิง ข่าวดารา ข่าววันนี้ ข่าวอาชญากรรม ข่าวการเมือง &#187; ข่าวบันเทิง ข่าวดารา ข่าววันนี้ ข่าวอาชญากรรม ข่าวการเมือง</title>
	<atom:link href="https://www.zabzaa.com/news/tag/%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.zabzaa.com/news</link>
	<description>รวมข่าววันนี้อัพเดท 24 ชม.</description>
	<lastBuildDate>Wed, 05 May 2021 03:46:08 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.2.39</generator>
	<item>
		<title>ดูหุ้นให้ดูที่ตัวเลข</title>
		<link>https://www.zabzaa.com/news/841</link>
		<comments>https://www.zabzaa.com/news/841#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Sep 2014 02:44:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[news today]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุนหุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุนในหุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[นักลงทุนหุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[นักลงทุนในหุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.zabzaa.com/news/?p=841</guid>
		<description><![CDATA[นักลงทุนหลายๆคนเวลาเข้ามาในตลาดใหม่ๆ ถ้ามาทางสายปัจจัยพื้นฐาน ก็ดูเหมือนจะสนใจทางด้านบริษัทมากกว่าอัตราส่วนทางการเงินเป็นยังไง บริษัทมั่นคงแค่ไหน ผลประกอบการดีมั้ย ฯลฯ ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่นี้จะเป็นในเชิงตัวเลขเป็นหลัก อย่างที่นานิเคยได้พูดเรื่องการอ่านงบการเงินไปแล้วในคราวก่อน แต่ปัญหาคือ การลงทุนในหุ้นมันไม่ได้มีแค่นี้ ถ้าเอาเรื่องตัวเลขอย่างเดียว เด็กที่เรียนด้านการเงิน หรือคนที่คำนวณเก่งๆ ก็คงประสบความสำเร็จและร่ำรวยจากตลาดหุ้นกันหมดทุกคนไปแล้ว นานิคิดว่าการจะเป็นนักลงทุนในหุ้นนั้น มีเรื่องที่ต้องดูแลอยู่ 5 ข้อ (เริ่มใหม่ๆอาจจะไม่ต้องดูทั้งหมดก็ได้ค่ะ ค่อยๆเพิ่มไปทีละข้อ ^_^) 1. Quantitative แบบนี้จะเป็นเรื่องตัวเลขต่างๆ 2. Qualitative เป็นการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ 3. Market Feel ดูเรื่องอารมณ์ตลาด 4. Psychology จิตวิทยาการลงทุน 5. Money Management การบริหารจัดการเงินลงทุน วันนี้ขออธิบายเรื่อง Quantitative ก่อนละกันค่ะ แล้วบทความหน้าไปเรื่อยๆจะทยอยมาพูดถึงข้ออื่นๆ เรื่องตัวเลขเนี่ย ส่วนใหญ่ก็จะดูอยู่ด้วยกัน 3 อย่างใหญ่ๆ คือ 1. เรื่องงบการเงิน: ในนี้ สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น ก็ควรจะโฟกัสประมาณ 3 จุดหลักๆก็คือ รายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรสุทธิ ดูว่าการเติบโตของรายได้เป็นยังไง บริษัทมีการควบคุมค่าใช้จ่ายมั้ย แล้วสุดท้ายแล้วกำไรสุทธิมันออกมาสวยรึเปล่า แต่อย่างที่นานิเคยบอกไปตอนที่แล้ว ไอ้ตัวเลขในอดีตมันดีก็เรื่องนึง เราต้องดูไปที่ catalyst ที่กำลังจะเกิดขึ้น เวลามีข่าวอะไรเกี่ยวกับอุตสาหกรรมของหุ้นเรา ก็วิเคราะห์เลยว่า โอเค ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในอีก 3 เดือน บริษัทเราจะมีรายได้เพิ่มมั้ย หรือค่าใช้จ่ายลดลงรึเปล่า จะได้มีกำไรเพิ่มขึ้น เพราะรายได้ลบค่าใช้จ่ายมันคือกำไร เช่น ราคาเหล็กลดลง โรงงานที่แปรรูปเหล็กก็จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายลดลง หรือ ราคาน้ำมันลดลง สายการบินก็มีต้นทุนน้อยลงด้วย แบบนี้ =) 2. ตัวเลขทางการเงิน (จริงๆก็อยู่ในงบการเงินนะ) เพื่อแสดงตัวตนและความสามารถของบริษัท แล้วก็ฐานะทางการเงิน บวกกับความถูกแพง ที่เรามักพบเห็นบ่อยๆคือ D/E เพื่อดูว่าหนี้เยอะแค่ไหน, Profit Margins (อัตรากำไร มี 3 แบบคือ Gross PM, Operating PM และ Net PM) ดูว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรมากเท่าไหร่, ROE, ROA แถมยังมีเรื่อง P/E, P/BV อีก หลายคนดูแล้วงง ลองเข้าไป Search หาอ่านเพิ่มเติมกันได้นะค่ะ โดย Search คำว่า “การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio Analysis)” 3. มูลค่าที่แท้จริงของบริษัท อันนี้ก็มีวิธีการหาโดยการทำโมเดลทางการเงิน ซึ่งมีหลายวิธีมากๆ แต่ที่นิยมกันจะมีสองแบบคือ DCF (Discounted Cash Flow) กับการประเมินมูลค่าแบบ Relative Valuation คือเทียบอัตราส่วนทางการเงินกับบริษัทอื่นๆในอุตสาหกรรมเดียวกัน มูลค่านี่หายากมาก ขนาดนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เป็นสิบปีก็คำนวณพลาดได้ นานิแนะนำว่ามือใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งมือเก๋าที่ไม่ค่อยมีเวลา ใช้วิธีโทรไปคุยกับนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆที่เราเปิดพอร์ทไว้ดีกว่า แล้วก็มาเปรียบเทียบกับว่าโบรกฯให้มูลค่าพื้นฐานหุ้นแต่ละตัวเท่าไหร่ แล้วเค้ามีเหตุผลอะไรบ้างถึงให้มูลค่าต่างกัน ยกตัวอย่างแบบย่อๆง่ายๆเช่น โบรกฯ อาจจะให้มูลค่าพื้นฐานหุ้นก่อสร้างตัวนึงที่ 15 บาท เพราะคิดว่ารายได้จะเติบโต 10% ในขณะที่อีกโบรกบอกว่าราคาน่าจะเป็น 20 บาท เพราะรายได้น่าจะเติบโต 20% แบบนี้ถ้าเราคิดว่ารายได้น่าจะโตน้อยกว่า 10% เราก็ประมาณการได้ว่าราคาควรต่ำกว่า 15 บาทนะ อะไรแบบนี้ค่ะ =) หลายคนไม่รู้เรื่องนี้ ว่าเราสามารถโทรคุยกับนักวิเคราะห์ที่โบรกเกอร์ได้ ไม่จำเป็นต้องคุยกับแค่มาร์เก็ตติ้งอย่างเดียว นักวิเคราะห์จะรู้เยอะกว่ามาร์ส่วนใหญ่ เพราะเค้าไปเยี่ยมชมบริษัท แล้วก็ติดตามกิจการอย่างละเอียด ว่างๆก็โทรไปคุยกับเค้าเรื่องหุ้นที่กำลังถืออยู่หรือหุ้นที่กำลังอยากซื้อดูน้า =) แล้วบทความหน้า นานิจะอธิบายในหัวข้ออื่นๆต่อไปค่ะ อย่าเพิ่งท้อนะค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่า]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>นักลงทุนหลายๆคนเวลาเข้ามาในตลาดใหม่ๆ ถ้ามาทางสายปัจจัยพื้นฐาน ก็ดูเหมือนจะสนใจทางด้านบริษัทมากกว่าอัตราส่วนทางการเงินเป็นยังไง บริษัทมั่นคงแค่ไหน ผลประกอบการดีมั้ย ฯลฯ ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่นี้จะเป็นในเชิงตัวเลขเป็นหลัก อย่างที่นานิเคยได้พูดเรื่องการอ่านงบการเงินไปแล้วในคราวก่อน แต่ปัญหาคือ การลงทุนในหุ้นมันไม่ได้มีแค่นี้ ถ้าเอาเรื่องตัวเลขอย่างเดียว เด็กที่เรียนด้านการเงิน หรือคนที่คำนวณเก่งๆ ก็คงประสบความสำเร็จและร่ำรวยจากตลาดหุ้นกันหมดทุกคนไปแล้ว นานิคิดว่าการจะเป็นนักลงทุนในหุ้นนั้น มีเรื่องที่ต้องดูแลอยู่ 5 ข้อ (เริ่มใหม่ๆอาจจะไม่ต้องดูทั้งหมดก็ได้ค่ะ ค่อยๆเพิ่มไปทีละข้อ ^_^)</p>
<p><a href="http://www.zabzaa.com/news/wp-content/uploads/2014/09/new114.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-842" src="http://www.zabzaa.com/news/wp-content/uploads/2014/09/new114.jpg" alt="new" width="620" height="372" /></a><br />
1. Quantitative แบบนี้จะเป็นเรื่องตัวเลขต่างๆ<br />
2. Qualitative เป็นการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ<br />
3. Market Feel ดูเรื่องอารมณ์ตลาด<br />
4. Psychology จิตวิทยาการลงทุน<br />
5. Money Management การบริหารจัดการเงินลงทุน<br />
วันนี้ขออธิบายเรื่อง Quantitative ก่อนละกันค่ะ แล้วบทความหน้าไปเรื่อยๆจะทยอยมาพูดถึงข้ออื่นๆ เรื่องตัวเลขเนี่ย ส่วนใหญ่ก็จะดูอยู่ด้วยกัน 3 อย่างใหญ่ๆ คือ<br />
1. เรื่องงบการเงิน: ในนี้ สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น ก็ควรจะโฟกัสประมาณ 3 จุดหลักๆก็คือ รายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรสุทธิ ดูว่าการเติบโตของรายได้เป็นยังไง บริษัทมีการควบคุมค่าใช้จ่ายมั้ย แล้วสุดท้ายแล้วกำไรสุทธิมันออกมาสวยรึเปล่า แต่อย่างที่นานิเคยบอกไปตอนที่แล้ว ไอ้ตัวเลขในอดีตมันดีก็เรื่องนึง เราต้องดูไปที่ catalyst ที่กำลังจะเกิดขึ้น เวลามีข่าวอะไรเกี่ยวกับอุตสาหกรรมของหุ้นเรา ก็วิเคราะห์เลยว่า โอเค ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในอีก 3 เดือน บริษัทเราจะมีรายได้เพิ่มมั้ย หรือค่าใช้จ่ายลดลงรึเปล่า จะได้มีกำไรเพิ่มขึ้น เพราะรายได้ลบค่าใช้จ่ายมันคือกำไร เช่น ราคาเหล็กลดลง โรงงานที่แปรรูปเหล็กก็จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายลดลง หรือ ราคาน้ำมันลดลง สายการบินก็มีต้นทุนน้อยลงด้วย แบบนี้ =)<br />
2. ตัวเลขทางการเงิน (จริงๆก็อยู่ในงบการเงินนะ) เพื่อแสดงตัวตนและความสามารถของบริษัท แล้วก็ฐานะทางการเงิน บวกกับความถูกแพง ที่เรามักพบเห็นบ่อยๆคือ D/E เพื่อดูว่าหนี้เยอะแค่ไหน, Profit Margins (อัตรากำไร มี 3 แบบคือ Gross PM, Operating PM และ Net PM) ดูว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรมากเท่าไหร่, ROE, ROA แถมยังมีเรื่อง P/E, P/BV อีก หลายคนดูแล้วงง ลองเข้าไป Search หาอ่านเพิ่มเติมกันได้นะค่ะ โดย Search คำว่า “การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio Analysis)”</p>
<p><img src="http://p2.s1sf.com/mn/0/ud/43/217593/nani-info.jpg" alt="" /><br />
3. มูลค่าที่แท้จริงของบริษัท อันนี้ก็มีวิธีการหาโดยการทำโมเดลทางการเงิน ซึ่งมีหลายวิธีมากๆ แต่ที่นิยมกันจะมีสองแบบคือ DCF (Discounted Cash Flow) กับการประเมินมูลค่าแบบ Relative Valuation คือเทียบอัตราส่วนทางการเงินกับบริษัทอื่นๆในอุตสาหกรรมเดียวกัน มูลค่านี่หายากมาก ขนาดนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เป็นสิบปีก็คำนวณพลาดได้ นานิแนะนำว่ามือใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งมือเก๋าที่ไม่ค่อยมีเวลา ใช้วิธีโทรไปคุยกับนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆที่เราเปิดพอร์ทไว้ดีกว่า แล้วก็มาเปรียบเทียบกับว่าโบรกฯให้มูลค่าพื้นฐานหุ้นแต่ละตัวเท่าไหร่ แล้วเค้ามีเหตุผลอะไรบ้างถึงให้มูลค่าต่างกัน ยกตัวอย่างแบบย่อๆง่ายๆเช่น โบรกฯ อาจจะให้มูลค่าพื้นฐานหุ้นก่อสร้างตัวนึงที่ 15 บาท เพราะคิดว่ารายได้จะเติบโต 10% ในขณะที่อีกโบรกบอกว่าราคาน่าจะเป็น 20 บาท เพราะรายได้น่าจะเติบโต 20% แบบนี้ถ้าเราคิดว่ารายได้น่าจะโตน้อยกว่า 10% เราก็ประมาณการได้ว่าราคาควรต่ำกว่า 15 บาทนะ อะไรแบบนี้ค่ะ =)<br />
หลายคนไม่รู้เรื่องนี้ ว่าเราสามารถโทรคุยกับนักวิเคราะห์ที่โบรกเกอร์ได้ ไม่จำเป็นต้องคุยกับแค่มาร์เก็ตติ้งอย่างเดียว นักวิเคราะห์จะรู้เยอะกว่ามาร์ส่วนใหญ่ เพราะเค้าไปเยี่ยมชมบริษัท แล้วก็ติดตามกิจการอย่างละเอียด ว่างๆก็โทรไปคุยกับเค้าเรื่องหุ้นที่กำลังถืออยู่หรือหุ้นที่กำลังอยากซื้อดูน้า =) แล้วบทความหน้า นานิจะอธิบายในหัวข้ออื่นๆต่อไปค่ะ อย่าเพิ่งท้อนะค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่า</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.zabzaa.com/news/841/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Dynamic page generated in 0.145 seconds. -->
<!-- Cached page generated by WP-Super-Cache on 2026-07-30 19:35:43 -->
