<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วิธีลดน้ำหนัก &#187; โรคภัยไข้เจ็บ</title>
	<atom:link href="https://www.zabzaa.com/health/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%9a/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.zabzaa.com/health</link>
	<description>วิธีลดต้นขา อาหารลดน้ำหนัก สูตรลดน้ำหนัก ลดหน้าท้อง</description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Sep 2022 03:18:12 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.1.42</generator>
	<item>
		<title>ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ฝากดูแลหรือฟื้นฟูก็ทำได้ ลูกหลานสบายใจ ไร้กังวล</title>
		<link>https://www.zabzaa.com/health/%e0%b8%a8%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8/</link>
		<comments>https://www.zabzaa.com/health/%e0%b8%a8%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Sep 2022 03:18:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[health zabzaa]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคภัยไข้เจ็บ]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลผู้ป่วยติดเตียง]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลผู้ป่วยอัมพฤกษ์]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ป่วยหลังผ่าตัด]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ป่วยโรคสมอง]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.zabzaa.com/health/?p=139</guid>
		<description><![CDATA[ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ฝากดูแลหรือฟื้นฟูก็ทำได้ ลูกหลานสบายใจ ไร้กังวล สำหรับลูกหลานที่ไม่มีเวลาดูแล ไม่สามารถดูแลได้เต็มที่ หรือต้องการให้ผู้สูงอายุที่บ้านนั้นได้ไปพบปะกับเพื่อนๆ วัยเดียวกัน เพื่อจะได้มีเพื่อนพูดคุยอยู่ตลอดเวลา และจะได้ไม่ต้องนั่งเหงาอยู่คนเดียวที่บ้าน ทางเลือกในการดูแลอย่างเช่น“ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ถือว่าเป็นสถานที่ได้รวบรวมทุกสิ่งที่ลูกหลานต้องการไว้ให้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสังคมของผู้สูงอายุ สถานที่ที่สะอาด และทันสมัย หรือโปรแกรมสำหรับดูแล และฟื้นฟูที่มีให้เลือกมากมาย รวมถึงผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง จึงทำให้ลูกหลานสามารถฝากคนที่คุณรักไว้ได้อย่างสบายใจ และไร้กังวล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุมีหน้าที่ดูแลผู้สูงวัย หรือฟื้นฟูผู้ป่วย? ทางศูนย์ดูแลผู้สูงอายุนั้นสามารถทำได้ทั้ง 2 แบบ ได้แก่ ดูแลผู้สูงอายุ และฟื้นฟูผู้ป่วย เพราะว่าศูนย์ดูแลผู้สูงอายุนั้นมีโปรแกรมให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมสำหรับดูแลผู้สูงอายุ โปรแกรมสำหรับดูแลผู้ป่วยสูงอายุ และโปรแกรมสำหรับฟื้นฟูผู้ป่วย จึงทำให้สามารถดูแลผู้สูงอายุทุกรูปแบบได้อย่างตรงจุด และตอบโจทย์ความต้องการของลูกหลานมากที่สุด โปรแกรมสำหรับดูแลผู้สูงอายุ มีอะไรบ้าง? โปรแกรมสำหรับดูแลผู้สูงอายุนั้น เป็นโปรแกรมที่มีไว้สำหรับดูแลผู้สูงอายุทั่วไป แต่ว่าก็ยังเป็นช่วงวัยที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ โดยรายละเอียดภายในโปรแกรมนั้น มีดังนี้ การดูแลอย่างใกล้ชิดโดยทีมแพทย์ และพยาบาลเฉพาะทางตลอด 24 ชั่วโมง ห้องพัก และสถานที่ท่ามกลางธรรมชาติ สะอาด ปลอดภัย และได้รับการออกแบบอย่างทันสมัย กิจกรรมสันทนาการต่างๆ อย่างครบครัน เช่น ออกกำลังกาย ว่ายน้ำ และทำสปา เป็นต้น ศูนย์กายภาพเฉพาะทางโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู คลินิก TMS นวัตกรรมการรักษาแขนงใหม่จากประเทศสหรัฐอเมริกา โปรแกรมสำหรับดูแลผู้ป่วยสูงอายุ มีอะไรบ้าง? โปรแกรมสำหรับดูแลผู้ป่วยผู้สูงอายุนั้น เป็นโปรแกรมที่มีไว้สำหรับดูแลผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว หรือไม่สามารถดูแลตัวเองได้ โดยรายละเอียดภายในโปรแกรมต่างๆ นั้น มีดังนี้ โปรแกรมดูแลผู้ป่วยติดเตียงเป็นโปรแกรมที่คอยดูแลเรื่องการนอน การรับประทานอาหาร การใส่แพมเพิร์ส และการกายภาพ รวมถึงการดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่เจาะคอ และใส่สายสวนปัสสาวะด้วย โปรแกรมดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์เป็นโปรแกรมที่ออกแบบสำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ หรือผู้สูงอายุโรคสมองเสื่อมโดยเฉพาะ มีทั้งการรักษาด้วยนวัตกรรม NEF กิจกรรมส่งเสริมการทำงานของสมอง และความจำ การดูแลโภชนาการโดยนักโภชนาการ และการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยทีมแพทย์ และพยาบาล 24 ชั่วโมง โปรแกรมดูแลผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาตเป็นโปรแกรมที่มาพร้อมกับการรักษาด้วยนวัตกรรม TMS คลินิกกายภาพบำบัด ธาราบำบัด และการทำกิจกรรมเสริมอื่นๆ ร่วมด้วย โปรแกรมสำหรับฟื้นฟูผู้ป่วย มีอะไรบ้าง? โปรแกรมสำหรับฟื้นฟูผู้ป่วยนั้น เป็นโปรแกรมสำหรับฟื้นฟูผู้ป่วยจากโรค และอาการต่างๆ หรือฟื้นฟูหลังจากได้รับการผ่าตัด โดยรายละเอียดภายในโปรแกรมต่างๆ นั้นมีดังนี้ โปรแกรมฟื้นฟูผู้ป่วยโรคสมอง เป็นโปรแกรมที่มีการบำรุงเซลล์สมองด้วย Cerebrolysin ฟื้นฟูด้วยนวัตกรรม TMS 13 ครั้ง ทำกายภาพบำบัดในคลินิกภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ดูแลด้านโภชนาการ และดูแลโดยทีมแพทย์ และพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมง โปรแกรมฟื้นฟูผู้ป่วยหลังผ่าตัด เป็นโปรแกรมที่มีการดูแลสุขภาพจิต ดูแลด้านโภชนาการ การทำกายภาพบำบัด ธาราบำบัด การทำกิจกรรมเสริม และนวัตกรรมการรักษา และฟื้นฟูด้วย TMS โปรแกรมฟื้นผู้ป่วยปวดเรื้อรัง เป็นโปรแกรมที่มีการใช้เครื่องมือการกายภาพบำบัดอย่าง Ultrasound Therapy และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยด้วย Ergonomics Therapy พร้อมกับการทำกายภาพบำบัด ธาราบำบัด และการใช้นวัตกรรม TMS ร่วมด้วย ทางศูนย์ดูแลผู้สูงอายุจะมีโปรแกรมที่เหมาะกับผู้สูงอายุแต่ละรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่ต้องรับการฟื้นฟู โดยศูนย์ดูแลฯ นั้นสามารถช่วยลูกหลานดูแล และฟื้นฟูคนที่คุณรักได้อย่างตรงจุดมากที่สุด และเห็นผลลัพธ์ได้ดีมากที่สุด จึงทำให้ลูกหลานนั้นไม่ต้องกังวล และสบายใจที่จะฝากให้ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุได้ดูแลคนที่คุณรัก &#160;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.zabzaa.com/health/wp-content/uploads/2022/09/5e1e07a0.jpg"><img class="alignnone size-large wp-image-140" src="http://www.zabzaa.com/health/wp-content/uploads/2022/09/5e1e07a0-1024x576.jpg" alt="5e1e07a0" width="550" height="309" /></a></p>
<h1>ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ฝากดูแลหรือฟื้นฟูก็ทำได้ ลูกหลานสบายใจ ไร้กังวล</h1>
<p>สำหรับลูกหลานที่ไม่มีเวลาดูแล ไม่สามารถดูแลได้เต็มที่ หรือต้องการให้ผู้สูงอายุที่บ้านนั้นได้ไปพบปะกับเพื่อนๆ วัยเดียวกัน เพื่อจะได้มีเพื่อนพูดคุยอยู่ตลอดเวลา และจะได้ไม่ต้องนั่งเหงาอยู่คนเดียวที่บ้าน ทางเลือกในการดูแลอย่างเช่น“<a href="https://baanlalisa.com/" target="_blank"><strong>ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ</strong></a> ถือว่าเป็นสถานที่ได้รวบรวมทุกสิ่งที่ลูกหลานต้องการไว้ให้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสังคมของผู้สูงอายุ สถานที่ที่สะอาด และทันสมัย หรือโปรแกรมสำหรับดูแล และฟื้นฟูที่มีให้เลือกมากมาย รวมถึงผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง จึงทำให้ลูกหลานสามารถฝากคนที่คุณรักไว้ได้อย่างสบายใจ และไร้กังวล</p>
<h2>ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุมีหน้าที่ดูแลผู้สูงวัย หรือฟื้นฟูผู้ป่วย?</h2>
<p>ทาง<strong>ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ</strong>นั้นสามารถทำได้ทั้ง 2 แบบ ได้แก่ ดูแลผู้สูงอายุ และฟื้นฟูผู้ป่วย เพราะว่า<strong>ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ</strong>นั้นมีโปรแกรมให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมสำหรับดูแลผู้สูงอายุ โปรแกรมสำหรับดูแลผู้ป่วยสูงอายุ และโปรแกรมสำหรับฟื้นฟูผู้ป่วย จึงทำให้สามารถดูแลผู้สูงอายุทุกรูปแบบได้อย่างตรงจุด และตอบโจทย์ความต้องการของลูกหลานมากที่สุด</p>
<h2>โปรแกรมสำหรับดูแลผู้สูงอายุ มีอะไรบ้าง?</h2>
<ul>โปรแกรมสำหรับดูแลผู้สูงอายุนั้น เป็นโปรแกรมที่มีไว้สำหรับดูแลผู้สูงอายุทั่วไป แต่ว่าก็ยังเป็นช่วงวัยที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ โดยรายละเอียดภายในโปรแกรมนั้น มีดังนี้</p>
<li>การดูแลอย่างใกล้ชิดโดยทีมแพทย์ และพยาบาลเฉพาะทางตลอด 24 ชั่วโมง</li>
<li>ห้องพัก และสถานที่ท่ามกลางธรรมชาติ สะอาด ปลอดภัย และได้รับการออกแบบอย่างทันสมัย</li>
<li>กิจกรรมสันทนาการต่างๆ อย่างครบครัน เช่น ออกกำลังกาย ว่ายน้ำ และทำสปา เป็นต้น</li>
<li>ศูนย์กายภาพเฉพาะทางโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู</li>
<li>คลินิก TMS นวัตกรรมการรักษาแขนงใหม่จากประเทศสหรัฐอเมริกา</li>
</ul>
<h2>โปรแกรมสำหรับดูแลผู้ป่วยสูงอายุ มีอะไรบ้าง?</h2>
<ul>โปรแกรมสำหรับดูแลผู้ป่วยผู้สูงอายุนั้น เป็นโปรแกรมที่มีไว้สำหรับดูแลผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว หรือไม่สามารถดูแลตัวเองได้ โดยรายละเอียดภายในโปรแกรมต่างๆ นั้น มีดังนี้</p>
<li><strong>โปรแกรมดูแลผู้ป่วยติดเตียง</strong>เป็นโปรแกรมที่คอยดูแลเรื่องการนอน การรับประทานอาหาร การใส่แพมเพิร์ส และการกายภาพ รวมถึงการดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่เจาะคอ และใส่สายสวนปัสสาวะด้วย</li>
<li><strong>โปรแกรมดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์</strong>เป็นโปรแกรมที่ออกแบบสำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ หรือผู้สูงอายุโรคสมองเสื่อมโดยเฉพาะ มีทั้งการรักษาด้วยนวัตกรรม NEF กิจกรรมส่งเสริมการทำงานของสมอง และความจำ การดูแลโภชนาการโดยนักโภชนาการ และการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยทีมแพทย์ และพยาบาล 24 ชั่วโมง</li>
<li><strong>โปรแกรมดูแลผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต</strong>เป็นโปรแกรมที่มาพร้อมกับการรักษาด้วยนวัตกรรม TMS คลินิกกายภาพบำบัด ธาราบำบัด และการทำกิจกรรมเสริมอื่นๆ ร่วมด้วย</li>
</ul>
<h2>โปรแกรมสำหรับฟื้นฟูผู้ป่วย มีอะไรบ้าง?</h2>
<ul>โปรแกรมสำหรับฟื้นฟูผู้ป่วยนั้น เป็นโปรแกรมสำหรับฟื้นฟูผู้ป่วยจากโรค และอาการต่างๆ หรือฟื้นฟูหลังจากได้รับการผ่าตัด โดยรายละเอียดภายในโปรแกรมต่างๆ นั้นมีดังนี้</p>
<li><strong>โปรแกรมฟื้นฟูผู้ป่วยโรคสมอง</strong> เป็นโปรแกรมที่มีการบำรุงเซลล์สมองด้วย Cerebrolysin ฟื้นฟูด้วยนวัตกรรม TMS 13 ครั้ง ทำกายภาพบำบัดในคลินิกภายใน<strong>ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ</strong> ดูแลด้านโภชนาการ และดูแลโดยทีมแพทย์ และพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมง</li>
<li><strong>โปรแกรมฟื้นฟูผู้ป่วยหลังผ่าตัด</strong> เป็นโปรแกรมที่มีการดูแลสุขภาพจิต ดูแลด้านโภชนาการ การทำกายภาพบำบัด ธาราบำบัด การทำกิจกรรมเสริม และนวัตกรรมการรักษา และฟื้นฟูด้วย TMS</li>
<li><strong>โปรแกรมฟื้นผู้ป่วยปวดเรื้อรัง</strong> เป็นโปรแกรมที่มีการใช้เครื่องมือการกายภาพบำบัดอย่าง Ultrasound Therapy และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยด้วย Ergonomics Therapy พร้อมกับการทำกายภาพบำบัด ธาราบำบัด และการใช้นวัตกรรม TMS ร่วมด้วย</li>
</ul>
<p>ทาง<strong>ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ</strong>จะมีโปรแกรมที่เหมาะกับผู้สูงอายุแต่ละรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่ต้องรับการฟื้นฟู โดยศูนย์ดูแลฯ นั้นสามารถช่วยลูกหลานดูแล และฟื้นฟูคนที่คุณรักได้อย่างตรงจุดมากที่สุด และเห็นผลลัพธ์ได้ดีมากที่สุด จึงทำให้ลูกหลานนั้นไม่ต้องกังวล และสบายใจที่จะฝากให้<strong>ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ</strong>ได้ดูแลคนที่คุณรัก</p>
<ul class="ssb_list_wrapper"><li class="fb2" style="width:135px"><iframe src="//www.facebook.com/plugins/like.php?href=https%3A%2F%2Fwww.zabzaa.com%2Fhealth%2F%25e0%25b8%25a8%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%258c%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b8%2F&amp;layout=button_count&amp;action=like&amp;show_faces=false&amp;share=true&amp;width=135&amp;height=21&amp;appId=307091639398582" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden;  width:150px; height:21px;" allowTransparency="true"></iframe></li><li class="twtr" style="width:90px"><a href="https://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-url="https://www.zabzaa.com/health/%e0%b8%a8%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8/">&nbsp;</a><script>!function(d,s,id){var js,fjs=d.getElementsByTagName(s)[0],p=/^http:/.test(d.location)?'http':'https';if(!d.getElementById(id)){js=d.createElement(s);js.id=id;js.src=p+'://platform.twitter.com/widgets.js';fjs.parentNode.insertBefore(js,fjs);}}(document, 'script', 'twitter-wjs');</script></li><li class="gplus" style="width:68px"><div class="g-plusone" data-size="medium" data-href="https://www.zabzaa.com/health/%e0%b8%a8%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8/"></div></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.zabzaa.com/health/%e0%b8%a8%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ</title>
		<link>https://www.zabzaa.com/health/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9a/</link>
		<comments>https://www.zabzaa.com/health/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 09 Aug 2014 05:06:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[health zabzaa]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคภัยไข้เจ็บ]]></category>
		<category><![CDATA[Cystitis]]></category>
		<category><![CDATA[กระเพาะปัสสาวะอักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[ต่อมลูกหมากอักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[ต่อมลูกหมากโต]]></category>
		<category><![CDATA[ท่อปัสสาวะสั้น]]></category>
		<category><![CDATA[สวนปัสสาวะ]]></category>
		<category><![CDATA[สาเหตุของกระเพาะปัสสาวะอักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[อาการของกระเพาะปัสสาวะอักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.zabzaa.com/health/?p=46</guid>
		<description><![CDATA[กระเพาะปัสสาวะอักเสบ มักจะเกิดในผู้หญิง เนื่องจากท่อปัสสาวะสั้น โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) อีกหนึ่งโรคที่ผู้หญิงเป็นกัน ทั้งนี้เนื่องจาก ท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้นและอยู่ใกล้ทวารหนัก ซึ่งเป็นแหล่งที่มีเชื้อโรคมาก เชื้อโรคบริเวณดังกล่าว จึงเข้าไปในท่อปัสสาวะของผู้หญิงได้ง่ายกว่าผู้ชาย ผู้หญิงแทบทุกคนมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ พบมากในผู้หญิงตั้งครรภ์ หรือผูที่ชอบอั้นปัสสาวะนานๆ ส่วนผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคนี้น้อยมาก ถ้าพบก็จะมีความผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ต่อมลูกหมากโต ต่อมลูกหมากอักเสบ หรือเคยได้รับการสวนปัสสาวะ เป็นต้น สาเหตุของกระเพาะปัสสาวะอักเสบ 1. การติดเชื้อ ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย กลุ่มแกรมลบ ซึ่งมีมากในบริเวณทวารหนัก แล้วปนเปื้อนผ่านเข้าไปในท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ 2. การอั้นปัสสาวะ การอั้นปัสสาวะทำให้เชื้อโรคอยู่ในกระเพาะปัสสาวะได้นานจนสามารถแพร่พันธุ์ได้มากขึ้น และเมือกระเพาะปัสสาวะอยู่ในภาวะยืดตัว ความสามารถในการขจัดเชื้อโรคของเยื่อบุผิวกระเพาะปัสสาวะจะลดน้อยลง จึงทำให้เกิดการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะได้ง่ายขึ้น 3. การตั้งครรภ์ โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ พบมากในผู้หญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ 4. การมีเพศสัมพันธ์ ผู้หญิงที่แต่งงานใหม่ หรือการมีเพศสัมพันธ์ อาจมีการขัดเบาแบบกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ซึ่งทางการแพทย์จะเรียกว่า &#8220;โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบจากฮันนีมูน&#8221; เนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์ จะทำให้เชื้อโรคเคลื่อนตัวเข้าไปในท่อปัสสาวะง่ายขึ้น หรือการฟกช้ำจากการมีเพศสัมพันธ์ จะทำให้มีการอักเสบของท่อปัสสาวะ 5. ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดต่ำลง มักจะเกิดกับผู้หญิงวัยทอง เนื่องจากเยื่อบุกระเพาะปัสสาวะและเยื่อบุช่องคลอดบางลง ทำให้เชื้อโรคแทรกเข้าไปได้ง่ายขึ้น อาการของกระเพาะปัสสาวะอักเสบ 1. ปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย 2. ปัสสาวะกะปริดกะปรอย (ออกทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง) 3. มีอาการเหมือนปัสสาวะจะราด เวลาปวดปัสสาวะ 4. ปวดท้องเวลาปัสสาวะ 5. ปัสสาวะแล้วแต่ยังรู้สึกไม่สุด 6. รู้สึกปวดแสบปวดร้อนเวลาปัสสาวะ 7. ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น สีมักจะใส แต่บางรายอาจมีเลือดปน หรือมีสีขุ่นเหมือนน้ำล้างเนื้อ การวินิจฉัยโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ วินิจฉัยได้ง่ายๆ โดยมีอาการดังกล่าวข้างต้นร่วมกับการตรวจปัสสาวะ โดยให้ถ่ายปัสสาวะในช่วงแรกทิ้งไปก่อนแล้วจึงเก็บปัสสาวะช่วงถัดมาเพื่อทำการตรวจจะพบว่ามีจำนวนเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงผิดปกติ ในบางรายที่เป็นเรื้อรังอาจจำเป็นต้องเก็บปัสสาวะไปเพาะเชื้อเพื่อให้ทราบถึงแบคทีเรียนั้นด้วย การรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ 1.รับประทานยาปฏิชีวนะตามแพทย์สั่งประมาณ 3-5 วัน แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการมาก ต้องรับประทานยาในระยะเวลาที่นานขึ้น คือประมาณ 7-10 วัน 2.ผู้ที่มีอาการอักเสบได้ง่าย เช่น หลังมีเพศสัมพันธ์ อาจต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการอักเสบ การป้องกันโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ 1.หมั่นรักษาความสะอาดบริเวณช่องคลอด ท่อปัสสาวะและทวารหนัก 2.บางครั้งแบคทีเรียเมื่อหลุดเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะแล้ว ต้องใช้เวลาในการฟักตัวของเชื้อ ซึ่งการดื่มน้ำมากขึ้นจะสามารถขับแบคทีเรียออกมาได้ 3.ไม่ควรกลั้นปัสสาวะไว้เป็ยระยะเวลานานๆ เพราะการกลั้นปัสสาวะนานเป็นปัจจัยในการส่งเสริมให้เชื้อแบคทีเรียมีระยะฟักตัวในกระเพาะปัสสาวะนานขึ้นยิ่งทำให้เกิดการอักเสบได้ง่าย 4.ผู้ป่วยที่มีอาการอักเสบบ่อยๆ เรื้อรัง ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุแอบแฝงอื่นๆ เช่น นิ่ว กระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติจากระบบประสาทควบคุม หรือมีอาการอุดตันในกระเพาะปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะอักเสบมีผลร้ายแรงหรือไม่? การรักษาให้หายขาดจะไม่มีผลร้ายแรง ส่วยรายที่ไม่หายขาดนั้น เชื้อแบคทีเรียบางชนิดอาจมีผลทำให้การอักเสบลุกลามไปถึงส่วนใดก็จะทำให้เกิดการอักเสบได้ ดังนั้นหลังรับประทานยาครบแล้ว จึงควรตรวจปัสสาวะซ้ำสักครั้ง &#160;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.zabzaa.com/health/wp-content/uploads/2014/08/โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ.png"><img src="http://www.zabzaa.com/health/wp-content/uploads/2014/08/โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ.png" alt="โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ" width="417" height="260" class="alignnone size-full wp-image-47" /></a></p>
<p><strong>กระเพาะปัสสาวะอักเสบ</strong> มักจะเกิดในผู้หญิง เนื่องจากท่อปัสสาวะสั้น</p>
<p><strong>โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ</strong> (Cystitis) อีกหนึ่งโรคที่ผู้หญิงเป็นกัน ทั้งนี้เนื่องจาก ท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้นและอยู่ใกล้ทวารหนัก ซึ่งเป็นแหล่งที่มีเชื้อโรคมาก เชื้อโรคบริเวณดังกล่าว จึงเข้าไปในท่อปัสสาวะของผู้หญิงได้ง่ายกว่าผู้ชาย ผู้หญิงแทบทุกคนมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ พบมากในผู้หญิงตั้งครรภ์ หรือผูที่ชอบอั้นปัสสาวะนานๆ ส่วนผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคนี้น้อยมาก ถ้าพบก็จะมีความผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ต่อมลูกหมากโต ต่อมลูกหมากอักเสบ หรือเคยได้รับการสวนปัสสาวะ เป็นต้น</p>
<p><strong>สาเหตุของกระเพาะปัสสาวะอักเสบ</strong></p>
<p>1. การติดเชื้อ ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย กลุ่มแกรมลบ ซึ่งมีมากในบริเวณทวารหนัก แล้วปนเปื้อนผ่านเข้าไปในท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ</p>
<p>2. การอั้นปัสสาวะ การอั้นปัสสาวะทำให้เชื้อโรคอยู่ในกระเพาะปัสสาวะได้นานจนสามารถแพร่พันธุ์ได้มากขึ้น และเมือกระเพาะปัสสาวะอยู่ในภาวะยืดตัว ความสามารถในการขจัดเชื้อโรคของเยื่อบุผิวกระเพาะปัสสาวะจะลดน้อยลง จึงทำให้เกิดการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะได้ง่ายขึ้น</p>
<p>3. การตั้งครรภ์ โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ พบมากในผู้หญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์</p>
<p>4. การมีเพศสัมพันธ์ ผู้หญิงที่แต่งงานใหม่ หรือการมีเพศสัมพันธ์ อาจมีการขัดเบาแบบกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ซึ่งทางการแพทย์จะเรียกว่า &#8220;โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบจากฮันนีมูน&#8221; เนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์ จะทำให้เชื้อโรคเคลื่อนตัวเข้าไปในท่อปัสสาวะง่ายขึ้น หรือการฟกช้ำจากการมีเพศสัมพันธ์ จะทำให้มีการอักเสบของท่อปัสสาวะ</p>
<p>5. ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดต่ำลง มักจะเกิดกับผู้หญิงวัยทอง เนื่องจากเยื่อบุกระเพาะปัสสาวะและเยื่อบุช่องคลอดบางลง ทำให้เชื้อโรคแทรกเข้าไปได้ง่ายขึ้น</p>
<p><strong>อาการของกระเพาะปัสสาวะอักเสบ</strong></p>
<p>1. ปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย</p>
<p>2. ปัสสาวะกะปริดกะปรอย (ออกทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง)</p>
<p>3. มีอาการเหมือนปัสสาวะจะราด เวลาปวดปัสสาวะ</p>
<p>4. ปวดท้องเวลาปัสสาวะ</p>
<p>5. ปัสสาวะแล้วแต่ยังรู้สึกไม่สุด</p>
<p>6. รู้สึกปวดแสบปวดร้อนเวลาปัสสาวะ</p>
<p>7. ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น สีมักจะใส แต่บางรายอาจมีเลือดปน หรือมีสีขุ่นเหมือนน้ำล้างเนื้อ</p>
<p><strong>การวินิจฉัยโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ</strong></p>
<p>วินิจฉัยได้ง่ายๆ โดยมีอาการดังกล่าวข้างต้นร่วมกับการตรวจปัสสาวะ โดยให้ถ่ายปัสสาวะในช่วงแรกทิ้งไปก่อนแล้วจึงเก็บปัสสาวะช่วงถัดมาเพื่อทำการตรวจจะพบว่ามีจำนวนเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงผิดปกติ ในบางรายที่เป็นเรื้อรังอาจจำเป็นต้องเก็บปัสสาวะไปเพาะเชื้อเพื่อให้ทราบถึงแบคทีเรียนั้นด้วย</p>
<p><strong>การรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ</strong></p>
<p>  1.รับประทานยาปฏิชีวนะตามแพทย์สั่งประมาณ 3-5 วัน แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการมาก ต้องรับประทานยาในระยะเวลาที่นานขึ้น คือประมาณ 7-10 วัน</p>
<p>  2.ผู้ที่มีอาการอักเสบได้ง่าย เช่น หลังมีเพศสัมพันธ์ อาจต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการอักเสบ</p>
<p><strong>การป้องกันโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ</strong></p>
<p>  1.หมั่นรักษาความสะอาดบริเวณช่องคลอด ท่อปัสสาวะและทวารหนัก</p>
<p>  2.บางครั้งแบคทีเรียเมื่อหลุดเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะแล้ว ต้องใช้เวลาในการฟักตัวของเชื้อ ซึ่งการดื่มน้ำมากขึ้นจะสามารถขับแบคทีเรียออกมาได้</p>
<p>  3.ไม่ควรกลั้นปัสสาวะไว้เป็ยระยะเวลานานๆ เพราะการกลั้นปัสสาวะนานเป็นปัจจัยในการส่งเสริมให้เชื้อแบคทีเรียมีระยะฟักตัวในกระเพาะปัสสาวะนานขึ้นยิ่งทำให้เกิดการอักเสบได้ง่าย</p>
<p>  4.ผู้ป่วยที่มีอาการอักเสบบ่อยๆ เรื้อรัง ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุแอบแฝงอื่นๆ เช่น นิ่ว กระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติจากระบบประสาทควบคุม หรือมีอาการอุดตันในกระเพาะปัสสาวะ</p>
<p><strong>กระเพาะปัสสาวะอักเสบมีผลร้ายแรงหรือไม่?</strong></p>
<p>การรักษาให้หายขาดจะไม่มีผลร้ายแรง ส่วยรายที่ไม่หายขาดนั้น เชื้อแบคทีเรียบางชนิดอาจมีผลทำให้การอักเสบลุกลามไปถึงส่วนใดก็จะทำให้เกิดการอักเสบได้ ดังนั้นหลังรับประทานยาครบแล้ว จึงควรตรวจปัสสาวะซ้ำสักครั้ง</p>
<ul class="ssb_list_wrapper"><li class="fb2" style="width:135px"><iframe src="//www.facebook.com/plugins/like.php?href=https%3A%2F%2Fwww.zabzaa.com%2Fhealth%2F%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%259a%2F&amp;layout=button_count&amp;action=like&amp;show_faces=false&amp;share=true&amp;width=135&amp;height=21&amp;appId=307091639398582" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden;  width:150px; height:21px;" allowTransparency="true"></iframe></li><li class="twtr" style="width:90px"><a href="https://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-url="https://www.zabzaa.com/health/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9a/">&nbsp;</a><script>!function(d,s,id){var js,fjs=d.getElementsByTagName(s)[0],p=/^http:/.test(d.location)?'http':'https';if(!d.getElementById(id)){js=d.createElement(s);js.id=id;js.src=p+'://platform.twitter.com/widgets.js';fjs.parentNode.insertBefore(js,fjs);}}(document, 'script', 'twitter-wjs');</script></li><li class="gplus" style="width:68px"><div class="g-plusone" data-size="medium" data-href="https://www.zabzaa.com/health/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9a/"></div></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.zabzaa.com/health/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคเอดส์</title>
		<link>https://www.zabzaa.com/health/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%8c/</link>
		<comments>https://www.zabzaa.com/health/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 09 Aug 2014 05:02:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[health zabzaa]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคภัยไข้เจ็บ]]></category>
		<category><![CDATA[AIDS]]></category>
		<category><![CDATA[HIV]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิคุ้มกันเสื่อม]]></category>
		<category><![CDATA[อาการโรคเอดส์]]></category>
		<category><![CDATA[เชื้อไวรัส]]></category>
		<category><![CDATA[เชื้อไวรัส HIV]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเอดส์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.zabzaa.com/health/?p=42</guid>
		<description><![CDATA[โรคเอดส์ AIDS เกิดจากเชื้อไวรัส HIV โรคเอดส์ เป็นโรคที่ติดต่ออันตรายถึงชีวิต ขณะนี้ยังไม่มีวิธี หรือยาที่จะรักษาให้หายได้ โรคเอดส์ ( AIDS = Acquired Immune Deficiency Syndrome ) คือ โรคที่เกิดจาก ภูมิคุ้มกันของร่างกายเสื่อม หรือบกพร่อง ทำให้ร่างกาย ไม่มีภูมิต้านทานโรคต่างๆ ฉะนั้น เชื้อโรคที่อยู่รอบตัวเราจึงสามารถก่อเกิดโรคต่างๆ ที่มีอาการรุนแรงต่อเราได้ง่าย และในที่สุดร่างกายทนไม่ไหว เราก็เสียชีวิต * AIDS เป็นชื่อย่อของโรคเอดส์ หมายถึง กลุ่มอาการที่เกิดจากภูมิคุ้มกันเสื่อมลงมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส HIV Acquired = เกิดขึ้นภายหลัง Immune = ภูมิคุ้มกัน Deficiency = เสื่อมลง Syndrome = กลุ่มอาการ โรคเอดส์เกิดจากสาเหตุอะไร โรคเอดส์ เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เรียกว่า (HIV – Human Immuno – deficiency Virus ) หรือเรียกง่ายๆว่า ไวรัสเอดส์ เข้าไปทำลายภูมิคุ้มกัน หรือภูมิต้านทานของร่างกาย ให้เสื่อม หรือหมดสภาพไปจนเป็นสาเหตุให้ร่างกายของคนนั้นอ่อนแอ มีอาการเจ็บป่วยบ่อยๆ ป่วยเป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หาย และในที่สุด ก็ตายด้วยโรคเรื้อรังนั้นๆ * HIV ย่อมาจากชื่อของไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเอดส์ Human = มนุษย์ Immunodeficiency = ภูมิคุ้มกันเสื่อมลง Virus = เชื้อไวรัส อาการ ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสเอดส์แล้วจะปรากฏอาการต่างๆ 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 : ระยะที่ไม่มีอาการอะไร ภายใน2-3 อาทิตย์แรกหลังจากได้รับเชื้อเอดส์เข้าไป ราวร้อยละ 10 ของผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายๆ ไข้หวัด คือมีไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต ผื่นตามตัว แขน ขาชาหรืออ่อนแรง เป็นอยู่ราว 10-14 วันก็จะหายไปเอง ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจไม่สังเกต นึกว่าคงเป็นไข้หวัดธรรมดาราว 6-8 สัปดาห์ภายหลังติดเชื้อ ถ้าตรวจเลือดจะเริ่มพบว่ามีเลือดเอดส์บวกได้ และส่วนใหญ่จะตรวจพบว่ามีเลือดเอดส์บวกภายหลัง 3 เดือนไปแล้ว โดยที่ผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการอะไรเลยเพียงแต่ถ้าไปตรวจก็จะพบว่ามีภูมิคุ้นเคยต่อไวรัสเอดส์อยู่ในเลือดหรือที่เรียกว่าเลือดเอดส์บวกซึ่งแสดงว่ามีการติดเชื้อเอดส์เข้าไปแล้วร่างกายจึงตอบสนองโดยการสร้างโปรตีนบางอย่างขึ้นมาทำปฏิกิริยากับไวรัสเอดส์เรียกว่าแอนติบอดีย์(antibody)เป็นเครื่องแสดงว่าเคยมีเชื้อเอดส์เข้าสู่ร่างกายมาแล้วแต่ก็ไม่สามารถจะเอาชนะไวรัสเอดส์ได้คนที่มีเลือดเอดส์บวกจะมีไวรัสเอดส์อยู่ในตัวและสามารถแพร่โรคให้กับคนอื่นได้ น้อยกว่าร้อยละ 5 ของคนที่ติดเชื้ออาจต้องรอถึง 6 เดือนกว่าจะมีเลือดเอดส์บวกได ดังนั้นคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงมา เช่น แอบไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยา โดยไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัยป้องกัน ตรวจตอน 3 เดือน แล้วไม่พบก็ต้องไปตรวจซ้ำอีกตอน6เดือนโดยในระหว่างนั้นก็ต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเวลามีเพศสัมพันธ์กับภรรยาและห้ามบริจาคโลหิตให้ใครในระหว่างนั้นผู้ติดเชื้อบางรายอาจมีต่อมน้ำเหลืองตามตัวโตได้โดยโตอยู่เป็นระยะเวลานานๆ คือเป็นเดือนๆ ขึ้นไป ซึ่งบางรายอาจคลำพบเอง หรือไปหาแพทย์แล้วแพทย์คลำพบ ต่อมน้ำเหลืองที่โตนี้มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ แข็งๆ ขนาด1-2 เซนติเมตร อยู่ใต้ผิวหนังบริเวณด้านข้างคอทั้ง 2 ข้าง(รูปที่ 2) ข้างละหลายเม็ดในแนวเดียวกัน คลำดูแล้วคลายลูกประคำที่คอไม่เจ็บ ไม่แดง นอกจากที่คอต่อมน้ำเหลืองที่โตยังอาจพบได้ที่รักแร้และขาหนีบทั้ง 2 ข้าง แต่ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบมีความสำคัญน้อยกว่าที่อื่นเพราะพบได้บ่อยในคนปกติทั่วไป ต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้จะเป็นที่พักพิงในช่วงแรกของไวรัสเอดส์ โดยไวรัสเอดส์จะแบ่งตัวอย่างมากในต่อมน้ำเหลืองที่โตเหล่านี้ ระยะที่ 2 : ระยะที่เริ่มมีอาการหรือระยะที่มีอาการสัมพันธ์กับเอดส์ เป็นระยะที่คนไข้เริ่มมีอาการ แต่อาการนั้นยังไม่มากถึงกับจะเรียกว่าเป็นโรคเอดส์เต็มขั้น อาการในช่วงนี้อาจเป็นไข้เรื้อรัง น้ำ หนักลด หรือท้องเสียงเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้อาจมีเชื้อราในช่องปาก(รูปที่ 3), งูสวัด(รูปที่ 4), เริมในช่องปาก หรืออวัยวะ เพศ ผื่นคันตามแขนขา และลำตัวคล้ายคนแพ้น้ำลายยุง(รูปที่ 5) จะเห็นได้ว่า อาการที่เรียกว่าสัมพันธ์กับเอดส์นั้น ไม่จำเพาะสำหรับโรคเอดส์เสมอไป คนที่เป็นโรคอื่นๆ ก็อาจมีไข้ น้ำหนักลด ท้องเสีย เชื้อราในช่องปาก งูสวัด หรือเริมได้ ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าถ้ามีอาการเหล่านี้จะต้องเหมาว่าติดเชื้อเอดส์ไปทุกร้าย ถ้าสงสัยควรปรึกษา แพทย์และตรวจเลือดเอดส์พิสูจน์ ระยะที่ 3 : ระยะโรคเอดส์เต็มขั้น หรือที่ภาษาทางการเรียกว่าโรคเอดส์ เป็นระยะที่ภูมิต้านทานของร่ายกายเสียไปมากแล้วผู้ป่วยจะมีอาการของการติดเชื้อจำพวกเชื้อฉกฉวยโอกาสบ่อยๆและเป็นมะเร็งบางชนิดเช่นแคโปซี่ซาร์โคมา(Kaposi’ssarcoma)และมะเร็งปากมดลูก การติดเชื้อฉกฉวยโอกาสหมายถึงการติดเชื้อที่ปกติมีความรุนแรงต่ำไม่ก่อโรคในคนปกติแต่ถ้าคนนั้นมีภูมิต้านทานต่ำลงเช่นจากการเป็นมะเร็งหรือจากการได้รับยาละทำให้เกิดวัณโรคที่ปอดต่อมน้ำเหลืองตับหรือสมองได้ รองลงมาคือเชื้อพยาธิที่ชื่อว่านิวโมซิส-ตีส-คารินิไอ ซึ่งทำให้เกิดปอดบวมขึ้นได้(ไข้ ไอ หายใจเหนื่อยหอบ) ต่อมาเป็นเชื้อราที่ชื่อ คริปโตคอคคัสซึ่งทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีอาการไข้ ปวดศีรษะ ซึมและอาเจียน นอกจากนี้ยังมีเชื้อฉกฉวยโอกาสอีกหลายชนิด เช่นเชื้อพยาธิที่ทำให้ท้องเสียเรื้อรัง และเชื้อซัยโตเมก กะโลไวรัส (CMV) ที่จอตาทำให้ตาบอด หรือที่ลำไส้ทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย และถ่ายเป็นเลือดเป็นต้นในภาคเหนือตอนบน มีเชื้อราพิเศษ ชนิดหนึ่งชื่อ เพนนิซิเลียว มาร์เนฟฟิโอ ชอบทำให้ติดเชื้อที่ผิวหนัง(รูปที่ 6) ต่อมน้ำเหลืองและมีการติดเชื้อในกระแสโลหิตแคโปซี่ ซาร์โค มา เป็นมะเร็งของผนังเส้นเลือด ส่วนใหญ่จะพบตามเส้นเลือดที่ผิวหนัง มีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีม่วงๆ แดงๆ บนผิวหนัง คล้ายจุดห้อเลือด หรือไฝ ไม่เจ็บไม่คันค่อยๆ ลามใหญ่ขึ้น ส่วนจะมีหลายตุ่ม(รูปที่ 7) บางครั้งอาจแตกเป็นแผล เลือดออกได้ บางครั้งแคโปซี่ซาร์โคมา อาจเกิดในช่องปากในเยื่อบุทางเดินอาหาร ซึ่งอาจทำให้มีเลือดออกมากๆ ได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือมะเร็งปากมดลูกได้ ดังนั้นผู้หญิงที่ติดเชื้อเอดส์จึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจมะเร็งปากมดลูกทุก 6 เดือน นอกจากนี้คนไข้โรคเอดส์เต็มขั้นอาจมีอาการทางจิตทางประสาทได้ด้วยโดยที่อาจมีอาการหลงลืมก่อนวัย เนื่องจากสมองฝ่อเหี่ยว หรือมีอาการของโรคจิต หรืออาการชักกระตุก ไม่รู้สึกตัว แขนขาชาหรือไม่มีแรง บางรายอาจมีอาการปวดร้าวคล้ายไฟช๊อตหรือปวดแสบปวดร้อน หรืออาจเป็นอัมพาตครึ่งท่อน ปัสสาวะ อุจจาระไม่ออก เป็นต้น ในแต่ละปีหลังติดเชื้อเอดส์ร้อยละ 5-6 ของผู้ที่ติดเชื้อจะก้าวเข้าสู่ระยะเอดส์เต็มขั้นส่วนใหญ่ของคนที่เป็นโรคเอดส์เต็มขั้นแล้ว จะเสียชีวิตภายใน2-4 ปี จากโรคติดเชื้อฉกฉวยโอกาสที่เป็นมาก รักษาไม่ไห หรือโรคติดเชื้อที่ยังไม่มียาที่จะรักษาอย่างได้ผล หรือเสียชีวิตจากมะเร็งที่เป็นมากๆ หรือค่อยๆ ซูบซีดหมดแรงไปในที่สุด พบว่ายาต้านไวรัสเอดส์ที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ในประเทศตะวันตกสามารถยืดชีวิตคนไข้ออกไปได้10 – 20 ปีและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น หรืออาจอยู่จนแก่ตายได้ การติดต่อ เชื้อเอดส์ติดต่อได้ 3 ทาง ได้แก่ ทางเลือด โดยเชื้อโรคอาจเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล เข็มฉีดยา รอยสัก เยื่อบุบาง ๆ เช่น เยื่อบุช่องปาก เยื่อบุตา ฯลฯ ทางเพศสัมพันธ์ เชื้อเอดส์สามารถซึมผ่านเยื่อบุท่อปัสสาวะและช่องคลอดได้ โดยไม่ต้องมีแผลหรือรอยถลอก ปาก คอ รวมทั้งเยื่อบุทวารหนักด้วย จากแม่สู่ลูกในครรภ์ ซึ่งไม่ได้ติดเชื้อทุกราย ลูกจะติดเชื้อจากแม่เพียง 25-30% เท่านั้น และถ้าป้องกันด้วยการใช้ยา การติดเชื้อจากแม่จะลดลงเหลือประมาณ 8-10% เท่านั้น เอดส์ไม่ติดต่อทางใด ไม่ติดต่อกันโดยการสัมผัสธรรมดา เช่นการกอด การจับมือ การใส่เสื้อผ้าร่วมกัน การรับประทานอาหารร่วมกัน การว่ายน้ำในสระเดียวกัน ใช้ห้องน้ำร่วมกัน การใช้โทรศัพท์ร่วมกัน และไม่แพร่โดยยุง วิธีการป้องกัน การติดต่อทางเลือด ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ใส่ถุงมือทุกครั้งถ้าต้องสัมผัสกับเลือดน้ำเหลือง น้ำหนอง การติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีเพศสัมพันธ์กับคู่สามี ภรรยาของตนเท่านั้น และต้องป้องกันโดยการใช้ถุงยางอนามัยที่มีคุณภาพดี และถูกวิธีอย่างถูกต้องทุกครั้ง ที่มีเพศสัมพันธ์ การป้องกันการติดต่อจากแม่สู่ลูกในท้อง ต้องมีการเตรียมตัวก่อนแต่งงานโดยการตรวจสุขภาพและตรวจเลือด หญิงที่มีเลือดบวกเอดส์ ควรหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ เพราะทารกอาจติดเชื้อไวรัสเอดส์จากมารดา การรักษา ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาด มีแต่ตัวยาที่ใช้หยุดยั้งการเจริญของเชื้อไวรัสเอดส์ พยุงไว้ไม่ให้อาการเลวลงไปชั่วคราวแต่ในที่สุดก็ต้องตายความหวังในการรักษาให้หายขาดจึงยังไม่มีในปัจจุบัน วันเอดส์โลก วันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้เป็น วันเอดส์โลก วัตถุประสงค์ของวันเอดส์โลก 1. เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงอันตรายจากการติดต่อและการเจ็บป่วยด้วยโรคเอดส์ 2. เพื่อสร้างเสริมและสนับสนุนให้มีมาตรการการป้องกันให้มากยิ่งขึ้นในสังคมทุกระดับ 3. เพื่อให้มีการจัดกิจกรรมต่อต้านต่างๆ ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง 4. เพื่อส่งเสริมให้เกิดการยอมรับและห่วงใยต่อผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อ 5. เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น &#160;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.zabzaa.com/health/wp-content/uploads/2014/08/โรคเอดส์.jpg"><img src="http://www.zabzaa.com/health/wp-content/uploads/2014/08/โรคเอดส์.jpg" alt="โรคเอดส์" width="280" height="294" class="alignnone size-full wp-image-43" /></a></p>
<p><strong>โรคเอดส์ AIDS เกิดจากเชื้อไวรัส HIV</strong></p>
<p><strong>โรคเอดส์</strong> เป็นโรคที่ติดต่ออันตรายถึงชีวิต ขณะนี้ยังไม่มีวิธี หรือยาที่จะรักษาให้หายได้ โรคเอดส์ ( AIDS = Acquired Immune Deficiency Syndrome ) คือ โรคที่เกิดจาก ภูมิคุ้มกันของร่างกายเสื่อม หรือบกพร่อง ทำให้ร่างกาย ไม่มีภูมิต้านทานโรคต่างๆ ฉะนั้น เชื้อโรคที่อยู่รอบตัวเราจึงสามารถก่อเกิดโรคต่างๆ ที่มีอาการรุนแรงต่อเราได้ง่าย และในที่สุดร่างกายทนไม่ไหว เราก็เสียชีวิต</p>
<p>* AIDS เป็นชื่อย่อของโรคเอดส์ หมายถึง กลุ่มอาการที่เกิดจากภูมิคุ้มกันเสื่อมลงมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส HIV</p>
<p>Acquired = เกิดขึ้นภายหลัง</p>
<p>Immune = ภูมิคุ้มกัน</p>
<p>Deficiency = เสื่อมลง</p>
<p>Syndrome = กลุ่มอาการ</p>
<p><strong>โรคเอดส์เกิดจากสาเหตุอะไร</strong><br />
โรคเอดส์ เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เรียกว่า (HIV – Human Immuno – deficiency Virus ) หรือเรียกง่ายๆว่า ไวรัสเอดส์ เข้าไปทำลายภูมิคุ้มกัน หรือภูมิต้านทานของร่างกาย ให้เสื่อม หรือหมดสภาพไปจนเป็นสาเหตุให้ร่างกายของคนนั้นอ่อนแอ มีอาการเจ็บป่วยบ่อยๆ ป่วยเป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หาย และในที่สุด ก็ตายด้วยโรคเรื้อรังนั้นๆ</p>
<p>* HIV ย่อมาจากชื่อของไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเอดส์</p>
<p>Human = มนุษย์</p>
<p>Immunodeficiency = ภูมิคุ้มกันเสื่อมลง</p>
<p>Virus = เชื้อไวรัส</p>
<p><strong>อาการ</strong><br />
ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสเอดส์แล้วจะปรากฏอาการต่างๆ 3 ระยะ คือ</p>
<p><strong>ระยะที่ 1</strong> : ระยะที่ไม่มีอาการอะไร<br />
ภายใน2-3 อาทิตย์แรกหลังจากได้รับเชื้อเอดส์เข้าไป ราวร้อยละ 10 ของผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายๆ ไข้หวัด คือมีไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต ผื่นตามตัว แขน ขาชาหรืออ่อนแรง เป็นอยู่ราว 10-14 วันก็จะหายไปเอง ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจไม่สังเกต นึกว่าคงเป็นไข้หวัดธรรมดาราว 6-8 สัปดาห์ภายหลังติดเชื้อ ถ้าตรวจเลือดจะเริ่มพบว่ามีเลือดเอดส์บวกได้ และส่วนใหญ่จะตรวจพบว่ามีเลือดเอดส์บวกภายหลัง 3 เดือนไปแล้ว โดยที่ผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการอะไรเลยเพียงแต่ถ้าไปตรวจก็จะพบว่ามีภูมิคุ้นเคยต่อไวรัสเอดส์อยู่ในเลือดหรือที่เรียกว่าเลือดเอดส์บวกซึ่งแสดงว่ามีการติดเชื้อเอดส์เข้าไปแล้วร่างกายจึงตอบสนองโดยการสร้างโปรตีนบางอย่างขึ้นมาทำปฏิกิริยากับไวรัสเอดส์เรียกว่าแอนติบอดีย์(antibody)เป็นเครื่องแสดงว่าเคยมีเชื้อเอดส์เข้าสู่ร่างกายมาแล้วแต่ก็ไม่สามารถจะเอาชนะไวรัสเอดส์ได้คนที่มีเลือดเอดส์บวกจะมีไวรัสเอดส์อยู่ในตัวและสามารถแพร่โรคให้กับคนอื่นได้ น้อยกว่าร้อยละ 5 ของคนที่ติดเชื้ออาจต้องรอถึง 6 เดือนกว่าจะมีเลือดเอดส์บวกได ดังนั้นคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงมา เช่น แอบไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยา โดยไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัยป้องกัน ตรวจตอน 3 เดือน แล้วไม่พบก็ต้องไปตรวจซ้ำอีกตอน6เดือนโดยในระหว่างนั้นก็ต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเวลามีเพศสัมพันธ์กับภรรยาและห้ามบริจาคโลหิตให้ใครในระหว่างนั้นผู้ติดเชื้อบางรายอาจมีต่อมน้ำเหลืองตามตัวโตได้โดยโตอยู่เป็นระยะเวลานานๆ คือเป็นเดือนๆ ขึ้นไป ซึ่งบางรายอาจคลำพบเอง หรือไปหาแพทย์แล้วแพทย์คลำพบ ต่อมน้ำเหลืองที่โตนี้มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ แข็งๆ ขนาด1-2 เซนติเมตร อยู่ใต้ผิวหนังบริเวณด้านข้างคอทั้ง 2 ข้าง(รูปที่ 2) ข้างละหลายเม็ดในแนวเดียวกัน คลำดูแล้วคลายลูกประคำที่คอไม่เจ็บ ไม่แดง นอกจากที่คอต่อมน้ำเหลืองที่โตยังอาจพบได้ที่รักแร้และขาหนีบทั้ง 2 ข้าง แต่ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบมีความสำคัญน้อยกว่าที่อื่นเพราะพบได้บ่อยในคนปกติทั่วไป ต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้จะเป็นที่พักพิงในช่วงแรกของไวรัสเอดส์ โดยไวรัสเอดส์จะแบ่งตัวอย่างมากในต่อมน้ำเหลืองที่โตเหล่านี้</p>
<p><strong>ระยะที่ 2</strong> : ระยะที่เริ่มมีอาการหรือระยะที่มีอาการสัมพันธ์กับเอดส์<br />
เป็นระยะที่คนไข้เริ่มมีอาการ แต่อาการนั้นยังไม่มากถึงกับจะเรียกว่าเป็นโรคเอดส์เต็มขั้น อาการในช่วงนี้อาจเป็นไข้เรื้อรัง น้ำ หนักลด หรือท้องเสียงเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้อาจมีเชื้อราในช่องปาก(รูปที่ 3), งูสวัด(รูปที่ 4), เริมในช่องปาก หรืออวัยวะ เพศ ผื่นคันตามแขนขา และลำตัวคล้ายคนแพ้น้ำลายยุง(รูปที่ 5) จะเห็นได้ว่า อาการที่เรียกว่าสัมพันธ์กับเอดส์นั้น ไม่จำเพาะสำหรับโรคเอดส์เสมอไป คนที่เป็นโรคอื่นๆ ก็อาจมีไข้ น้ำหนักลด ท้องเสีย เชื้อราในช่องปาก งูสวัด หรือเริมได้ ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าถ้ามีอาการเหล่านี้จะต้องเหมาว่าติดเชื้อเอดส์ไปทุกร้าย ถ้าสงสัยควรปรึกษา แพทย์และตรวจเลือดเอดส์พิสูจน์</p>
<p><strong>ระยะที่ 3</strong> : ระยะโรคเอดส์เต็มขั้น หรือที่ภาษาทางการเรียกว่าโรคเอดส์<br />
เป็นระยะที่ภูมิต้านทานของร่ายกายเสียไปมากแล้วผู้ป่วยจะมีอาการของการติดเชื้อจำพวกเชื้อฉกฉวยโอกาสบ่อยๆและเป็นมะเร็งบางชนิดเช่นแคโปซี่ซาร์โคมา(Kaposi’ssarcoma)และมะเร็งปากมดลูก การติดเชื้อฉกฉวยโอกาสหมายถึงการติดเชื้อที่ปกติมีความรุนแรงต่ำไม่ก่อโรคในคนปกติแต่ถ้าคนนั้นมีภูมิต้านทานต่ำลงเช่นจากการเป็นมะเร็งหรือจากการได้รับยาละทำให้เกิดวัณโรคที่ปอดต่อมน้ำเหลืองตับหรือสมองได้ รองลงมาคือเชื้อพยาธิที่ชื่อว่านิวโมซิส-ตีส-คารินิไอ ซึ่งทำให้เกิดปอดบวมขึ้นได้(ไข้ ไอ หายใจเหนื่อยหอบ) ต่อมาเป็นเชื้อราที่ชื่อ คริปโตคอคคัสซึ่งทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีอาการไข้ ปวดศีรษะ ซึมและอาเจียน นอกจากนี้ยังมีเชื้อฉกฉวยโอกาสอีกหลายชนิด เช่นเชื้อพยาธิที่ทำให้ท้องเสียเรื้อรัง และเชื้อซัยโตเมก กะโลไวรัส (CMV) ที่จอตาทำให้ตาบอด หรือที่ลำไส้ทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย และถ่ายเป็นเลือดเป็นต้นในภาคเหนือตอนบน มีเชื้อราพิเศษ ชนิดหนึ่งชื่อ เพนนิซิเลียว มาร์เนฟฟิโอ ชอบทำให้ติดเชื้อที่ผิวหนัง(รูปที่ 6) ต่อมน้ำเหลืองและมีการติดเชื้อในกระแสโลหิตแคโปซี่ ซาร์โค มา เป็นมะเร็งของผนังเส้นเลือด ส่วนใหญ่จะพบตามเส้นเลือดที่ผิวหนัง มีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีม่วงๆ แดงๆ บนผิวหนัง คล้ายจุดห้อเลือด หรือไฝ ไม่เจ็บไม่คันค่อยๆ ลามใหญ่ขึ้น ส่วนจะมีหลายตุ่ม(รูปที่ 7) บางครั้งอาจแตกเป็นแผล เลือดออกได้ บางครั้งแคโปซี่ซาร์โคมา อาจเกิดในช่องปากในเยื่อบุทางเดินอาหาร ซึ่งอาจทำให้มีเลือดออกมากๆ ได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือมะเร็งปากมดลูกได้ ดังนั้นผู้หญิงที่ติดเชื้อเอดส์จึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจมะเร็งปากมดลูกทุก 6 เดือน นอกจากนี้คนไข้โรคเอดส์เต็มขั้นอาจมีอาการทางจิตทางประสาทได้ด้วยโดยที่อาจมีอาการหลงลืมก่อนวัย เนื่องจากสมองฝ่อเหี่ยว หรือมีอาการของโรคจิต หรืออาการชักกระตุก ไม่รู้สึกตัว แขนขาชาหรือไม่มีแรง บางรายอาจมีอาการปวดร้าวคล้ายไฟช๊อตหรือปวดแสบปวดร้อน หรืออาจเป็นอัมพาตครึ่งท่อน ปัสสาวะ อุจจาระไม่ออก เป็นต้น ในแต่ละปีหลังติดเชื้อเอดส์ร้อยละ 5-6 ของผู้ที่ติดเชื้อจะก้าวเข้าสู่ระยะเอดส์เต็มขั้นส่วนใหญ่ของคนที่เป็นโรคเอดส์เต็มขั้นแล้ว จะเสียชีวิตภายใน2-4 ปี จากโรคติดเชื้อฉกฉวยโอกาสที่เป็นมาก รักษาไม่ไห หรือโรคติดเชื้อที่ยังไม่มียาที่จะรักษาอย่างได้ผล หรือเสียชีวิตจากมะเร็งที่เป็นมากๆ หรือค่อยๆ ซูบซีดหมดแรงไปในที่สุด พบว่ายาต้านไวรัสเอดส์ที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ในประเทศตะวันตกสามารถยืดชีวิตคนไข้ออกไปได้10 – 20 ปีและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น หรืออาจอยู่จนแก่ตายได้</p>
<p><strong>การติดต่อ</strong><br />
เชื้อเอดส์ติดต่อได้ 3 ทาง ได้แก่</p>
<p><em>ทางเลือด</em> โดยเชื้อโรคอาจเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล เข็มฉีดยา รอยสัก เยื่อบุบาง ๆ เช่น เยื่อบุช่องปาก เยื่อบุตา ฯลฯ<br />
<em>ทางเพศสัมพันธ์</em> เชื้อเอดส์สามารถซึมผ่านเยื่อบุท่อปัสสาวะและช่องคลอดได้ โดยไม่ต้องมีแผลหรือรอยถลอก ปาก คอ รวมทั้งเยื่อบุทวารหนักด้วย<br />
<em>จากแม่สู่ลูกในครรภ์</em> ซึ่งไม่ได้ติดเชื้อทุกราย ลูกจะติดเชื้อจากแม่เพียง 25-30% เท่านั้น และถ้าป้องกันด้วยการใช้ยา การติดเชื้อจากแม่จะลดลงเหลือประมาณ 8-10% เท่านั้น</p>
<p><strong>เอดส์ไม่ติดต่อทางใด</strong><br />
ไม่ติดต่อกันโดยการสัมผัสธรรมดา เช่นการกอด การจับมือ การใส่เสื้อผ้าร่วมกัน การรับประทานอาหารร่วมกัน การว่ายน้ำในสระเดียวกัน ใช้ห้องน้ำร่วมกัน การใช้โทรศัพท์ร่วมกัน และไม่แพร่โดยยุง</p>
<p><strong>วิธีการป้องกัน</strong><br />
การติดต่อทางเลือด ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ใส่ถุงมือทุกครั้งถ้าต้องสัมผัสกับเลือดน้ำเหลือง น้ำหนอง<br />
การติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีเพศสัมพันธ์กับคู่สามี ภรรยาของตนเท่านั้น และต้องป้องกันโดยการใช้ถุงยางอนามัยที่มีคุณภาพดี และถูกวิธีอย่างถูกต้องทุกครั้ง ที่มีเพศสัมพันธ์<br />
การป้องกันการติดต่อจากแม่สู่ลูกในท้อง ต้องมีการเตรียมตัวก่อนแต่งงานโดยการตรวจสุขภาพและตรวจเลือด หญิงที่มีเลือดบวกเอดส์ ควรหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ เพราะทารกอาจติดเชื้อไวรัสเอดส์จากมารดา</p>
<p><strong>การรักษา</strong><br />
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาด มีแต่ตัวยาที่ใช้หยุดยั้งการเจริญของเชื้อไวรัสเอดส์ พยุงไว้ไม่ให้อาการเลวลงไปชั่วคราวแต่ในที่สุดก็ต้องตายความหวังในการรักษาให้หายขาดจึงยังไม่มีในปัจจุบัน</p>
<p><strong>วันเอดส์โลก</strong><br />
วันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้เป็น <a href="http://www.zabzaa.com/event/world_aids_day.htm" title="วันเอดส์โลก" target="_blank">วันเอดส์โลก</a></p>
<p><strong>วัตถุประสงค์ของวันเอดส์โลก</strong><br />
1. เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงอันตรายจากการติดต่อและการเจ็บป่วยด้วยโรคเอดส์<br />
2. เพื่อสร้างเสริมและสนับสนุนให้มีมาตรการการป้องกันให้มากยิ่งขึ้นในสังคมทุกระดับ<br />
3. เพื่อให้มีการจัดกิจกรรมต่อต้านต่างๆ ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง<br />
4. เพื่อส่งเสริมให้เกิดการยอมรับและห่วงใยต่อผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อ<br />
5. เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น</p>
<ul class="ssb_list_wrapper"><li class="fb2" style="width:135px"><iframe src="//www.facebook.com/plugins/like.php?href=https%3A%2F%2Fwww.zabzaa.com%2Fhealth%2F%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2584%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25aa%25e0%25b9%258c%2F&amp;layout=button_count&amp;action=like&amp;show_faces=false&amp;share=true&amp;width=135&amp;height=21&amp;appId=307091639398582" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden;  width:150px; height:21px;" allowTransparency="true"></iframe></li><li class="twtr" style="width:90px"><a href="https://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-url="https://www.zabzaa.com/health/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%8c/">&nbsp;</a><script>!function(d,s,id){var js,fjs=d.getElementsByTagName(s)[0],p=/^http:/.test(d.location)?'http':'https';if(!d.getElementById(id)){js=d.createElement(s);js.id=id;js.src=p+'://platform.twitter.com/widgets.js';fjs.parentNode.insertBefore(js,fjs);}}(document, 'script', 'twitter-wjs');</script></li><li class="gplus" style="width:68px"><div class="g-plusone" data-size="medium" data-href="https://www.zabzaa.com/health/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%8c/"></div></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.zabzaa.com/health/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคหัวใจ</title>
		<link>https://www.zabzaa.com/health/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88/</link>
		<comments>https://www.zabzaa.com/health/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 09 Aug 2014 04:56:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[health zabzaa]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคภัยไข้เจ็บ]]></category>
		<category><![CDATA[heart disease]]></category>
		<category><![CDATA[การติดเชื้อที่หัวใจ]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งที่หัวใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีป้องกันโรคหัวใจ]]></category>
		<category><![CDATA[อาการโรคหัวใจ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคกล้ามเนื้อหัวใจ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคลิ้นหัวใจ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหลอดเลือดหัวใจ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหัวใจ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเยื่อหุ้มหัวใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.zabzaa.com/health/?p=39</guid>
		<description><![CDATA[โรคหัวใจ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Heart Disease โรคหัวใจ แบ่งย่อยออกได้มากมายหลายชนิด ความรุนแรง และความจำเป็นในการรักษาก็แตกต่างกัน ดังนั้นหากแพทย์ผู้รักษาบอกท่านว่าท่าน เป็นโรคหัวใจ ท่านควรจะทราบ รายละเอียดเกี่ยวกับความเจ็บป่วย ของท่านมากขึ้น ว่าท่านเป็นโรคหัวใจชนิดใด เกิดจากอะไรและมีแนวทางการรักษาอย่างไร เราอาจแบ่งชนิดของโรคหัวใจคร่าวๆได้ดังนี้ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นมาตั้งแต่เกิด บางครั้งวินิจฉัยได้แต่แรกคลอด แต่บางครั้งก็ไม่มีอาการใดๆ จนกว่าจะอายุมากก็มี ความผิดปกตินี้อาจเกิดขึ้นกับทุกส่วนของหัวใจ เช่น หลอดเลือดหัวใจ ลิ้นหัวใจผนังกั้นห้องหัวใจ หรือ ตัวห้องหัวใจเอง มีสภาพไม่สมบูรณ์ เหมือน บ้านที่สร้างไม่เสร็จ มีรอยโหว่ รู้รั่ว ประตูปิดไม่ดี น้ำท่วม เป็นต้น ส่วนใหญ่แล้วเรา ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน เชื่อว่าการติดเชื้อไวรัสและการได้รับสารเคมี เช่น ยาบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์อ่อนๆอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ความผิดปกติเหล่านี้หลายอย่างสามารถผ่าตัดแก้ไขได้ แต่บางครั้งก็ทำอะไรไม่ได้ โรคลิ้นหัวใจ ลิ้นหัวใจพิการอาจเป็นแต่กำเนิดหรือมาเป็นภายหลังได้ ที่มาเป็นภายหลังส่วนมากเกิดจากการติดเชื้อคออักเสบ และไม่ได้รับการรักษา อย่างถูกต้อง ร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อต้านหัวใจตัวเอง เกิดการอักเสบของลิ้นหัวใจ และ เกิดลิ้นหัวใจพิการ (ตีบ รั่ว) ตามมา นอกจากนั้นลิ้นหัวใจพิการยัง อาจเกิดจากการติดเชื้อที่หัวใจโดยตรง หรือเกิดจากการเสื่อมของลิ้นหัวใจเอง โดยมากแล้วเราสามารถผ่าตัดแก้ไขได้ โรคกล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติไม่ว่าจะบีบ หรือ คลายตัว กล้ามเนื้อหัวใจหนากว่าปกติ เป็นต้น โรคที่พบบ่อย คือ กล้ามเนื้อหัวใจเสีย เนื่องจากความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการรักษามานาน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือ กล้ามเนื้อหัวใจตาย บางส่วน เนื่องจากหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตัน เป็นต้น ยังมีโรคของกล้ามเนื้อหัวใจบางชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุ (อาจเกิดจากการ ติดเชื้อไวรัส) ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบางและบีบตัวอ่อนกว่าปกติมาก การรักษาโรคของกล้ามเนื้อหัวใจนี้ อาศัยการแก้ไขที่สาเหตุ เช่น ขยายหลอดเลือดหัวใจ ผ่าตัดบายพาส ส่วนหากไม่ได้ผลหรือเป็นกลุ่มที่ไม่มีสาเหตุ การรักษาสุดท้ายคือการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือด เป็นโรคกลุ่มเดียวกัน เพราะหลอดเลือดหัวใจจะนำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เมื่อหลอดเลือด ผิดปกติจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด การทำงานจึงผิดปกติ โรคของหลอดเลือดหัวใจอาจเกิดจากหลายสาเหตุ แต่ที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการสะสม ของไขมันที่ผนัง ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบและตันในที่สุด (ไม่ใช่มีก้อนไขมันในเลือดลอย ไปอุดตัน ตามที่เข้าใจกัน) โรคเยื่อหุ้มหัวใจ เป็นโรคที่พบไม่บ่อย ส่วนใหญ่เกิดการอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส หรือ แบคทีเรีย หรือ เชื้อวัณโรค โรคนี้ส่วนใหญ่รักษาได้ ยกเว้นกรณีที่มะเร็งแพร่กระจายมายังเยื่อหุ้มหัวใจ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ กลุ่มนี้มีหลายชนิดมาก บางชนิดไม่เป็นอันตราย บางชนิดอันตรายมาก (ส่วนใหญ่ของกลุ่มที่ร้ายแรง มักมีความผิดปกติ ของกล้ามเนื้อหัวใจ หลอดเลือดหัวใจด้วย) สาเหตุเกิดจากระบบไฟฟ้าในหัวใจทำงานผิดปกติไป เช่น มีจุดกำเนิด ไฟฟ้าแปลกปลอมขึ้น หรือ เกิดทางลัด (เรียกง่ายๆว่า ไฟช็อต) ในระบบ เป็นต้น การติดเชื้อที่หัวใจ พบได้บ่อยในผู้ป่วยภูมิต้านทานต่ำ หรือ ติดยาเสพติดชนิดฉีด โดยมากเกิดการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ซึ่งจะเป็นปัญหาในการรักษา อย่างมาก โรคหัวใจในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV ก็เป็นอีกกลุ่มที่มีลักษณะของโรคหลากหลายมาก มะเร็งที่หัวใจ คุณคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับมะเร็งตามอวัยวะต่างๆบ่อยๆ เช่น ปอด ตับ กระดูก ไต เต้านม มดลูก และ ปากมดลูก รังไข่ ฯลฯ แต่น้อยครั้ง มากที่จะได้ยิน”มะเร็งหัวใจ” เพราะเนื้องอกที่หัวใจพบได้น้อย ส่วนใหญ่ของมะเร็งหัวใจ เกิดจากมะเร็งอวัยวะข้างเคียงลุกลามมายังหัวใจ เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นการจัดกลุ่มใหญ่ๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก แต่จะเห็นว่าผมไม่กล่าวถึง “โรคหัวใจอ่อน” “โรคประสาทหัวใจ” “โรคหัวใจโต” เลย เพราะความจริงแล้ว ไม่มีโรคนี้ ขอเน้นอีกครั้งว่า โรคหัวใจอ่อน และ โรคประสาทหัวใจ ไม่ใช่โรคหัวใจ ส่วนใหญ่เกิดจากความกังวล ส่วนหัวใจโตนั้นเป็นภาวะมากกว่าที่จะเป็นโรค และ ต้องทราบ ว่าสาเหตุที่หัวใจโตนั้น เกิดจากโรคอะไร คำว่าหัวใจโตเฉยๆจึงไม่มีความหมายใดๆ อาการโรคหัวใจ เจ็บหน้าอก อวัยวะที่อยู่ในทรวงอกนอกจากหัวใจแล้วยังมี เยื่อหุ้มหัวใจ ปอด เยื่อหุ้มปอด หลอดอาหาร หลอดเลือดแดงใหญ่ กระดูกหน้าอก กระดูกซี่โครง เต้านม กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก เมื่อมีการอักเสบหรือพยาธิสภาพของอวัยวะเหล่านี้ ก็ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก ได้ทั้งสิ้น แต่ลักษณะอาการอาจแตกต่างกัน อาการต่อไปนี้เข้าได้กับอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด 1 เจ็บแน่นๆ อึดอัด บริเวณกลางหน้าอก อาจจะเป็นด้านซ้าย หรือ ทั้งสองด้าน (มักจะไม่เป็นด้านขวาด้านเดียว) บางรายจะร้าวไป ที่แขนซ้าย หรือ ทั้งสองข้าง หรือ จุกแน่นที่คอ บางรายเจ็บบริเวณกรามคล้ายเจ็บฟัน 2 อาการตามข้อ 1 เกิดขึ้นขณะออกกำลัง เช่น เดินเร็วๆ รีบ หรือ ขึ้นบันได วิ่ง โกรธโมโห อาการดังกล่าวจะดีขึ้นเมื่อหยุดออกกำลัง 3 ในบางรายที่อาการรุนแรง อาการแน่นหน้าอกอาจเกิดขึ้นในขณะพัก เช่น นั่ง หรือ นอน หรือ หลังอาหาร 4 กรณีที่เกิดหลอดเลือดหัวใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อาการจะรุนแรงมาก อาจมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น เหงื่อออก มาก เป็นลม (อาการเช่นนี้ยังพบได้ในโรคของหลอดเลือดแดงใหญ่ปริ ฉีก) อาการต่อไปนี้ไม่เหมือนอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด 1 เจ็บแหลมๆคล้ายเข็มแทง เจ็บแปล๊บๆ เจ็บจุดเดียว กดเจ็บบริเวณหน้าอก 2 อาการเจ็บเกิดขึ้นในขณะพัก มีอาการนานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน 3 อาการมากขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่า หรือ ขยับตัว หรือ หายใจเข้าลึกๆ 4 อาการเจ็บร้าวขึ้นศีรษะ ปลายมือ ปลายเท้า อาการตามข้อ 1,2 และ 3 อาจเกิดจากกระดูก กล้ามเนื้อหน้าอก เยื่อหุ้มปอดอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ อย่างไรก็ตามการวินิจฉัยโรคหัวใจขาดเลือด นอกจากอาการเจ็บหน้าอกแล้ว ต้องอาศัยประวัติอื่นๆด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัย เสี่ยงต่างๆ ดังนั้นในผู้ป่วยบางรายที่อาการไม่เหมือนนัก แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ ก็ควรได้รับการตรวจพิเศษเพิ่มเติมด้วย หอบ เหนื่อยง่ายผิดปกติ อาการหอบ เหนื่อยง่าย เวลาออกแรง เช่น เดิน วิ่ง ทำงาน มีสาเหตุมากมาย เช่น โลหิตจาง(ซีด) โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคปอด ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคหัวใจ ภาวะหัวใจล้มเหลว (heart failure) แม้แต่ความวิตกกังวล หรือ โรคแพนิค ก็ทำให้เหนื่อยได้เช่นกัน อาการเหนื่อยง่ายจากโรคหัวใจ และ ภาวะหัวใจล้มเหลวนั้น จะเหนื่อย หอบ หายใจเร็ว โดยเป็นเวลาออกแรง แต่ในรายที่เป็นรุนแรง จะเหนื่อยในขณะพัก บางรายจะเหนื่อยมากจนนอนราบไม่ได้ (นอนแล้วจะเหนื่อย ไอ) ต้องนอนศีรษะสูงหรือ นั่งหลับ คำว่าเหนื่อย หอบ ในความหมายของแพทย์หมายถึง อัตราการหายใจมากกว่าปกติ แต่ในความหมายของผู้ป่วยอาจรวมไปถึง อาการเหนื่อยเพลีย หมดแรง เหนื่อยใจ อาการเหนื่อยแบบหมดแรง มือเท้าเย็นชา พูดก็เหนื่อย (โดยอัตราการหายใจปกติ) เหล่านี้มักจะไม่ใช่อาการเหนื่อยจากโรคหัวใจ ใจสั่น ใจสั่นในความหมายแพทย์หมายถึง การที่หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ผิดจังหวะ หรือ เต้นไม่สม่ำเสมอ เต้นๆหยุดๆ อาการดังกล่าวอาจพบ ได้ในคนปกติ โรคหัวใจ และโรคอื่นๆที่มีผลต่อหัวใจ เช่น ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคปอด แพทย์จะซักประวัติละเอียดถึงลักษณะของ อาการใจสั่น เพื่อให้แน่ใจว่าเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยรู้สึก”ใจสั่น”โดยหัวใจเต้นปกติ การตรวจวินิจฉัยกลุ่มอาการใจสั่นเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการชั่วขณะ เมื่อมาพบแพทย์อาการดังกล่าว ก็หายไปแล้ว แพทย์จึงไม่สามารถให้การวินิจฉัยได้ว่าเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ ดังนั้นท่านควรศึกษาวิธีจับชีพจรตัวเอง เมื่อเกิดอาการ ว่าหัวใจเต้นกี่ครั้งในเวลา 1 นาที และสม่ำเสมอหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์ให้การวินิจฉัยได้รวดเร็วขึ้น ขาบวม อาการขาบวมเกิดจากการที่ร่างกายมีเกลือ(โซเดียม)และน้ำคั่งอยู่ในร่างกาย โดยอาจเกิดจากโรคไต (ขับเกลือไม่ได้) โรคหลอด เลือดดำอุดตัน (การไหลเวียนไม่สะดวก) ขาดอาหาร โปรตีนในเลือดต่ำ โรคตับ ยาและฮอร์โมนบางชนิด โรคหัวใจ หรือ ในบางราย ไม่พบสาเหตุ (idiopathic edema) การบวมในผู้ป่วยโรคหัวใจเกิดจากการที่หัวใจด้านขวาทำงานลดลง เลือดจากขาไม่สามารถ ไหลเทเข้าหัวใจด้านขวาได้โดยสะดวก จึงมีเลือดค้างอยู่ที่ขามากขึ้น โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบเรื้อรังก็ให้อาการเช่นนี้ได้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อมีอาการขาบวม แพทย์จำเป็นต้องตรวจหลายระบบ เพื่อหาสาเหตุ จึงให้การรักษาได้ถูกต้อง เป็นลม วูบ คำว่า “วูบ” นี้เป็นปัญหาในการซักประวัติอย่างมาก เนื่องจากในภาษาไทยคำนี้มีความหมายต่างๆกัน แต่ในความหมายของแพทย์แล้ว จะตรงกับภาษาอังกฤษว่า syncope หมายถึง การหมดสติ หรือ เกือบหมดสติ ชั่วขณะ โดยอาจรู้สึกหน้ามืด จะเป็นลม ตาลาย มองไม่เห็นภาพชัดเจน โดยอาการเป็นอยู่ชั่วขณะ ไม่รวมถึงอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน โคลงเครง วูบวาบตามตัว หายใจไม่ออก อาการดังกล่าวอาจเกิดจาก ความผิดปกติของสมอง เช่น ลมชัก (แม้จะไม่ชักให้เห็น) เลือดออกในสมอง ความผิดปกติของหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรง หรือหยุดเต้นชั่วขณะ หรือ ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมหัวใจ นอกจากนั้นแล้ว “วูบ” ยังอาจพบได้ในคนปกติที่ขาดน้ำ เสียเลือด ท้องเสีย ไม่สบาย ขาดการออกกำลังกาย ยาลดความดันโลหิต อาการโรคหัวใจ ที่ที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน… คือ อาการผิดปกติเบื้องต้นของร่างกาย ที่บ่งชี้ว่าอาจเป็น โรคหัวใจ พบบ่อยในคนทั่วไป ที่คิดว่าตัวเองมีสุขภาพดี ทั้งที่ความจริงอาจเป็นโรคหัวใจในระยะแรกเริ่ม มีดังนี้ 1. เหนื่อยเวลาออกกําลังกาย เพราะหัวใจทําหน้าที่ในการสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ขณะที่เราออกกําลังกาย หัวใจจะทํางานหนักมากขึ้น ปกติเวลาที่เราออกกำลังกายไปถึงระดับหนึ่งจะรู้สึกเหนื่อย แต่ ในรายของคนที่มีอาการเริ่มต้นของ โรคหัวใจ แม้ออกกำลังกายเพียงเล็กน้อย จะรู้สึกเหนื่อยผิดปกติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ดังนั้นหากออกกำลังกาย แล้วรู้สึกเหนื่อยง่ายผิดปกติ อาจเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่า คุณอาจเป็น โรคหัวใจ 2. เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก มักพบบ่อยในคนที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และไขมันอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ อาการดังกล่าวจะมีลักษณะเฉพาะคือ รู้สึกเหมือนหายใจอึดอัด และแน่นบริเวณกลางหน้าอก เหมือนมี ของหนักทับอยู่ หรือรัดไว้ให้ขยายตัวเวลาหายใจ โดยมากอาการนี้ จะแสดงออกเวลาที่หัวใจต้องทำงานหนัก เช่น ระหว่างการออกกำลังกาย หรือใช้แรงมากๆ เป็นต้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนว่า อาจเป็น โรคหัวใจ 3. ภาวะหัวใจล้มเหลว เกิดจากการที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างของร่างกายได้อย่างเพียงพอ โดยผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเหนื่อย ทั้งที่ออกกำลังกายเพียงนิดหน่อย หรือเหนื่อยทั้งที่นั่งอยู่เฉยๆ ในกรณีที่ เป็นมาก อาจทำให้ไม่สามารถนอนราบได้เหมือนปกติ เพราะจะรู้สึกเหนื่อยเวลาหายใจ และอึดอัดตรงหน้าอก นอกจากนั้น อาจมีอาการหอบจนต้องตื่นขึ้นมาหอบกลางดึกอีกด้วย อาการภาวะหัวใจล้มเหลวนี้ หากไม่รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว และไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ 4. ใจสั่นและหัวใจเต้นผิดจังหวะ ปกติหัวใจของเราจะเต้นด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอประมาณ 60 -100 ครั้ง/นาที แต่สำหรับคนที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.zabzaa.com/health/wp-content/uploads/2014/08/โรคหัวใจ.jpg"><img src="http://www.zabzaa.com/health/wp-content/uploads/2014/08/โรคหัวใจ.jpg" alt="โรคหัวใจ" width="400" height="267" class="alignnone size-full wp-image-40" /></a></p>
<p><strong>โรคหัวใจ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Heart Disease</strong></p>
<p>โรคหัวใจ แบ่งย่อยออกได้มากมายหลายชนิด ความรุนแรง และความจำเป็นในการรักษาก็แตกต่างกัน ดังนั้นหากแพทย์ผู้รักษาบอกท่านว่าท่าน เป็นโรคหัวใจ ท่านควรจะทราบ รายละเอียดเกี่ยวกับความเจ็บป่วย ของท่านมากขึ้น ว่าท่านเป็นโรคหัวใจชนิดใด เกิดจากอะไรและมีแนวทางการรักษาอย่างไร</p>
<p><strong>เราอาจแบ่งชนิดของโรคหัวใจคร่าวๆได้ดังนี้</strong></p>
<p><strong>โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด</strong> ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นมาตั้งแต่เกิด บางครั้งวินิจฉัยได้แต่แรกคลอด แต่บางครั้งก็ไม่มีอาการใดๆ จนกว่าจะอายุมากก็มี ความผิดปกตินี้อาจเกิดขึ้นกับทุกส่วนของหัวใจ เช่น หลอดเลือดหัวใจ ลิ้นหัวใจผนังกั้นห้องหัวใจ หรือ ตัวห้องหัวใจเอง มีสภาพไม่สมบูรณ์ เหมือน บ้านที่สร้างไม่เสร็จ มีรอยโหว่ รู้รั่ว ประตูปิดไม่ดี น้ำท่วม เป็นต้น ส่วนใหญ่แล้วเรา ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน เชื่อว่าการติดเชื้อไวรัสและการได้รับสารเคมี เช่น ยาบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์อ่อนๆอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ความผิดปกติเหล่านี้หลายอย่างสามารถผ่าตัดแก้ไขได้ แต่บางครั้งก็ทำอะไรไม่ได้</p>
<p><strong>โรคลิ้นหัวใจ</strong> ลิ้นหัวใจพิการอาจเป็นแต่กำเนิดหรือมาเป็นภายหลังได้ ที่มาเป็นภายหลังส่วนมากเกิดจากการติดเชื้อคออักเสบ และไม่ได้รับการรักษา อย่างถูกต้อง ร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อต้านหัวใจตัวเอง เกิดการอักเสบของลิ้นหัวใจ และ เกิดลิ้นหัวใจพิการ (ตีบ รั่ว) ตามมา นอกจากนั้นลิ้นหัวใจพิการยัง อาจเกิดจากการติดเชื้อที่หัวใจโดยตรง หรือเกิดจากการเสื่อมของลิ้นหัวใจเอง โดยมากแล้วเราสามารถผ่าตัดแก้ไขได้</p>
<p><strong>โรคกล้ามเนื้อหัวใจ</strong> กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติไม่ว่าจะบีบ หรือ คลายตัว กล้ามเนื้อหัวใจหนากว่าปกติ เป็นต้น โรคที่พบบ่อย คือ กล้ามเนื้อหัวใจเสีย เนื่องจากความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการรักษามานาน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือ กล้ามเนื้อหัวใจตาย บางส่วน เนื่องจากหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตัน เป็นต้น ยังมีโรคของกล้ามเนื้อหัวใจบางชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุ (อาจเกิดจากการ ติดเชื้อไวรัส) ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบางและบีบตัวอ่อนกว่าปกติมาก การรักษาโรคของกล้ามเนื้อหัวใจนี้ อาศัยการแก้ไขที่สาเหตุ เช่น ขยายหลอดเลือดหัวใจ ผ่าตัดบายพาส ส่วนหากไม่ได้ผลหรือเป็นกลุ่มที่ไม่มีสาเหตุ การรักษาสุดท้ายคือการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ</p>
<p><strong>โรคหลอดเลือดหัวใจ</strong> โรคหัวใจขาดเลือด เป็นโรคกลุ่มเดียวกัน เพราะหลอดเลือดหัวใจจะนำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เมื่อหลอดเลือด ผิดปกติจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด การทำงานจึงผิดปกติ โรคของหลอดเลือดหัวใจอาจเกิดจากหลายสาเหตุ แต่ที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการสะสม ของไขมันที่ผนัง ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบและตันในที่สุด (ไม่ใช่มีก้อนไขมันในเลือดลอย ไปอุดตัน ตามที่เข้าใจกัน)</p>
<p><strong>โรคเยื่อหุ้มหัวใจ</strong> เป็นโรคที่พบไม่บ่อย ส่วนใหญ่เกิดการอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส หรือ แบคทีเรีย หรือ เชื้อวัณโรค โรคนี้ส่วนใหญ่รักษาได้ ยกเว้นกรณีที่มะเร็งแพร่กระจายมายังเยื่อหุ้มหัวใจ</p>
<p><strong>โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ</strong> กลุ่มนี้มีหลายชนิดมาก บางชนิดไม่เป็นอันตราย บางชนิดอันตรายมาก (ส่วนใหญ่ของกลุ่มที่ร้ายแรง มักมีความผิดปกติ ของกล้ามเนื้อหัวใจ หลอดเลือดหัวใจด้วย) สาเหตุเกิดจากระบบไฟฟ้าในหัวใจทำงานผิดปกติไป เช่น มีจุดกำเนิด ไฟฟ้าแปลกปลอมขึ้น หรือ เกิดทางลัด (เรียกง่ายๆว่า ไฟช็อต) ในระบบ เป็นต้น</p>
<p><strong>การติดเชื้อที่หัวใจ</strong> พบได้บ่อยในผู้ป่วยภูมิต้านทานต่ำ หรือ ติดยาเสพติดชนิดฉีด โดยมากเกิดการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ซึ่งจะเป็นปัญหาในการรักษา อย่างมาก โรคหัวใจในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV ก็เป็นอีกกลุ่มที่มีลักษณะของโรคหลากหลายมาก</p>
<p><strong>มะเร็งที่หัวใจ</strong> คุณคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับมะเร็งตามอวัยวะต่างๆบ่อยๆ เช่น ปอด ตับ กระดูก ไต เต้านม มดลูก และ ปากมดลูก รังไข่ ฯลฯ แต่น้อยครั้ง มากที่จะได้ยิน”มะเร็งหัวใจ” เพราะเนื้องอกที่หัวใจพบได้น้อย ส่วนใหญ่ของมะเร็งหัวใจ เกิดจากมะเร็งอวัยวะข้างเคียงลุกลามมายังหัวใจ เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม เป็นต้น</p>
<p>ทั้งหมดนี้เป็นการจัดกลุ่มใหญ่ๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก แต่จะเห็นว่าผมไม่กล่าวถึง “โรคหัวใจอ่อน” “โรคประสาทหัวใจ” “โรคหัวใจโต” เลย เพราะความจริงแล้ว ไม่มีโรคนี้ ขอเน้นอีกครั้งว่า โรคหัวใจอ่อน และ โรคประสาทหัวใจ ไม่ใช่โรคหัวใจ ส่วนใหญ่เกิดจากความกังวล ส่วนหัวใจโตนั้นเป็นภาวะมากกว่าที่จะเป็นโรค และ ต้องทราบ ว่าสาเหตุที่หัวใจโตนั้น เกิดจากโรคอะไร คำว่าหัวใจโตเฉยๆจึงไม่มีความหมายใดๆ</p>
<p><strong>อาการโรคหัวใจ</strong></p>
<p><strong>เจ็บหน้าอก</strong></p>
<p>อวัยวะที่อยู่ในทรวงอกนอกจากหัวใจแล้วยังมี เยื่อหุ้มหัวใจ ปอด เยื่อหุ้มปอด หลอดอาหาร หลอดเลือดแดงใหญ่ กระดูกหน้าอก กระดูกซี่โครง เต้านม กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก เมื่อมีการอักเสบหรือพยาธิสภาพของอวัยวะเหล่านี้ ก็ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก ได้ทั้งสิ้น แต่ลักษณะอาการอาจแตกต่างกัน</p>
<p>อาการต่อไปนี้เข้าได้กับอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด<br />
1 เจ็บแน่นๆ อึดอัด บริเวณกลางหน้าอก อาจจะเป็นด้านซ้าย หรือ ทั้งสองด้าน (มักจะไม่เป็นด้านขวาด้านเดียว) บางรายจะร้าวไป ที่แขนซ้าย หรือ ทั้งสองข้าง หรือ จุกแน่นที่คอ บางรายเจ็บบริเวณกรามคล้ายเจ็บฟัน<br />
2 อาการตามข้อ 1 เกิดขึ้นขณะออกกำลัง เช่น เดินเร็วๆ รีบ หรือ ขึ้นบันได วิ่ง โกรธโมโห อาการดังกล่าวจะดีขึ้นเมื่อหยุดออกกำลัง<br />
3 ในบางรายที่อาการรุนแรง อาการแน่นหน้าอกอาจเกิดขึ้นในขณะพัก เช่น นั่ง หรือ นอน หรือ หลังอาหาร<br />
4 กรณีที่เกิดหลอดเลือดหัวใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อาการจะรุนแรงมาก อาจมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น เหงื่อออก มาก เป็นลม (อาการเช่นนี้ยังพบได้ในโรคของหลอดเลือดแดงใหญ่ปริ ฉีก)</p>
<p>อาการต่อไปนี้ไม่เหมือนอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด<br />
1 เจ็บแหลมๆคล้ายเข็มแทง เจ็บแปล๊บๆ เจ็บจุดเดียว กดเจ็บบริเวณหน้าอก<br />
2 อาการเจ็บเกิดขึ้นในขณะพัก มีอาการนานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน<br />
3 อาการมากขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่า หรือ ขยับตัว หรือ หายใจเข้าลึกๆ<br />
4 อาการเจ็บร้าวขึ้นศีรษะ ปลายมือ ปลายเท้า<br />
อาการตามข้อ 1,2 และ 3 อาจเกิดจากกระดูก กล้ามเนื้อหน้าอก เยื่อหุ้มปอดอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ</p>
<p>อย่างไรก็ตามการวินิจฉัยโรคหัวใจขาดเลือด นอกจากอาการเจ็บหน้าอกแล้ว ต้องอาศัยประวัติอื่นๆด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัย เสี่ยงต่างๆ ดังนั้นในผู้ป่วยบางรายที่อาการไม่เหมือนนัก แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ ก็ควรได้รับการตรวจพิเศษเพิ่มเติมด้วย</p>
<p><strong>หอบ เหนื่อยง่ายผิดปกติ</strong></p>
<p>อาการหอบ เหนื่อยง่าย เวลาออกแรง เช่น เดิน วิ่ง ทำงาน มีสาเหตุมากมาย เช่น โลหิตจาง(ซีด) โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคปอด ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคหัวใจ ภาวะหัวใจล้มเหลว (heart failure) แม้แต่ความวิตกกังวล หรือ โรคแพนิค ก็ทำให้เหนื่อยได้เช่นกัน อาการเหนื่อยง่ายจากโรคหัวใจ และ ภาวะหัวใจล้มเหลวนั้น จะเหนื่อย หอบ หายใจเร็ว โดยเป็นเวลาออกแรง แต่ในรายที่เป็นรุนแรง จะเหนื่อยในขณะพัก บางรายจะเหนื่อยมากจนนอนราบไม่ได้ (นอนแล้วจะเหนื่อย ไอ) ต้องนอนศีรษะสูงหรือ นั่งหลับ คำว่าเหนื่อย หอบ ในความหมายของแพทย์หมายถึง อัตราการหายใจมากกว่าปกติ แต่ในความหมายของผู้ป่วยอาจรวมไปถึง อาการเหนื่อยเพลีย หมดแรง เหนื่อยใจ อาการเหนื่อยแบบหมดแรง มือเท้าเย็นชา พูดก็เหนื่อย (โดยอัตราการหายใจปกติ) เหล่านี้มักจะไม่ใช่อาการเหนื่อยจากโรคหัวใจ</p>
<p><strong>ใจสั่น</strong></p>
<p>ใจสั่นในความหมายแพทย์หมายถึง การที่หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ผิดจังหวะ หรือ เต้นไม่สม่ำเสมอ เต้นๆหยุดๆ อาการดังกล่าวอาจพบ ได้ในคนปกติ โรคหัวใจ และโรคอื่นๆที่มีผลต่อหัวใจ เช่น ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคปอด แพทย์จะซักประวัติละเอียดถึงลักษณะของ อาการใจสั่น เพื่อให้แน่ใจว่าเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยรู้สึก”ใจสั่น”โดยหัวใจเต้นปกติ</p>
<p>การตรวจวินิจฉัยกลุ่มอาการใจสั่นเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการชั่วขณะ เมื่อมาพบแพทย์อาการดังกล่าว ก็หายไปแล้ว แพทย์จึงไม่สามารถให้การวินิจฉัยได้ว่าเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ ดังนั้นท่านควรศึกษาวิธีจับชีพจรตัวเอง เมื่อเกิดอาการ ว่าหัวใจเต้นกี่ครั้งในเวลา 1 นาที และสม่ำเสมอหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์ให้การวินิจฉัยได้รวดเร็วขึ้น</p>
<p><strong>ขาบวม</strong></p>
<p>อาการขาบวมเกิดจากการที่ร่างกายมีเกลือ(โซเดียม)และน้ำคั่งอยู่ในร่างกาย โดยอาจเกิดจากโรคไต (ขับเกลือไม่ได้) โรคหลอด เลือดดำอุดตัน (การไหลเวียนไม่สะดวก) ขาดอาหาร โปรตีนในเลือดต่ำ โรคตับ ยาและฮอร์โมนบางชนิด โรคหัวใจ หรือ ในบางราย ไม่พบสาเหตุ (idiopathic edema) การบวมในผู้ป่วยโรคหัวใจเกิดจากการที่หัวใจด้านขวาทำงานลดลง เลือดจากขาไม่สามารถ ไหลเทเข้าหัวใจด้านขวาได้โดยสะดวก จึงมีเลือดค้างอยู่ที่ขามากขึ้น โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบเรื้อรังก็ให้อาการเช่นนี้ได้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อมีอาการขาบวม แพทย์จำเป็นต้องตรวจหลายระบบ เพื่อหาสาเหตุ จึงให้การรักษาได้ถูกต้อง</p>
<p><strong>เป็นลม วูบ</strong></p>
<p>คำว่า “วูบ” นี้เป็นปัญหาในการซักประวัติอย่างมาก เนื่องจากในภาษาไทยคำนี้มีความหมายต่างๆกัน แต่ในความหมายของแพทย์แล้ว จะตรงกับภาษาอังกฤษว่า syncope หมายถึง การหมดสติ หรือ เกือบหมดสติ ชั่วขณะ โดยอาจรู้สึกหน้ามืด จะเป็นลม ตาลาย มองไม่เห็นภาพชัดเจน โดยอาการเป็นอยู่ชั่วขณะ ไม่รวมถึงอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน โคลงเครง วูบวาบตามตัว หายใจไม่ออก อาการดังกล่าวอาจเกิดจาก ความผิดปกติของสมอง เช่น ลมชัก (แม้จะไม่ชักให้เห็น) เลือดออกในสมอง ความผิดปกติของหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรง หรือหยุดเต้นชั่วขณะ หรือ ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมหัวใจ นอกจากนั้นแล้ว “วูบ” ยังอาจพบได้ในคนปกติที่ขาดน้ำ เสียเลือด ท้องเสีย ไม่สบาย ขาดการออกกำลังกาย ยาลดความดันโลหิต</p>
<p><strong>อาการโรคหัวใจ</strong> ที่ที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน…</p>
<p>คือ อาการผิดปกติเบื้องต้นของร่างกาย ที่บ่งชี้ว่าอาจเป็น โรคหัวใจ พบบ่อยในคนทั่วไป ที่คิดว่าตัวเองมีสุขภาพดี ทั้งที่ความจริงอาจเป็นโรคหัวใจในระยะแรกเริ่ม มีดังนี้</p>
<p>1. เหนื่อยเวลาออกกําลังกาย เพราะหัวใจทําหน้าที่ในการสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ขณะที่เราออกกําลังกาย หัวใจจะทํางานหนักมากขึ้น ปกติเวลาที่เราออกกำลังกายไปถึงระดับหนึ่งจะรู้สึกเหนื่อย แต่</p>
<p>ในรายของคนที่มีอาการเริ่มต้นของ โรคหัวใจ แม้ออกกำลังกายเพียงเล็กน้อย จะรู้สึกเหนื่อยผิดปกติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ดังนั้นหากออกกำลังกาย แล้วรู้สึกเหนื่อยง่ายผิดปกติ อาจเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่า คุณอาจเป็น โรคหัวใจ</p>
<p>2. เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก มักพบบ่อยในคนที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และไขมันอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ อาการดังกล่าวจะมีลักษณะเฉพาะคือ รู้สึกเหมือนหายใจอึดอัด และแน่นบริเวณกลางหน้าอก เหมือนมี</p>
<p>ของหนักทับอยู่ หรือรัดไว้ให้ขยายตัวเวลาหายใจ โดยมากอาการนี้ จะแสดงออกเวลาที่หัวใจต้องทำงานหนัก เช่น ระหว่างการออกกำลังกาย หรือใช้แรงมากๆ เป็นต้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนว่า อาจเป็น โรคหัวใจ</p>
<p>3. ภาวะหัวใจล้มเหลว เกิดจากการที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างของร่างกายได้อย่างเพียงพอ โดยผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเหนื่อย ทั้งที่ออกกำลังกายเพียงนิดหน่อย หรือเหนื่อยทั้งที่นั่งอยู่เฉยๆ ในกรณีที่</p>
<p>เป็นมาก อาจทำให้ไม่สามารถนอนราบได้เหมือนปกติ เพราะจะรู้สึกเหนื่อยเวลาหายใจ และอึดอัดตรงหน้าอก นอกจากนั้น อาจมีอาการหอบจนต้องตื่นขึ้นมาหอบกลางดึกอีกด้วย อาการภาวะหัวใจล้มเหลวนี้ หากไม่รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว และไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้</p>
<p>4. ใจสั่นและหัวใจเต้นผิดจังหวะ ปกติหัวใจของเราจะเต้นด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอประมาณ 60 -100 ครั้ง/นาที แต่สำหรับคนที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจขยับไปถึง150 -250 ครั้ง/นาที ซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจที่ไม่สม่ำเสมอนี้ จะทำให้เหนื่อยง่าย ใจสั่น หายใจไม่ทัน</p>
<p>5. เป็นลมหมดสติ คืออีกหนึ่งอาการที่เตือนว่าคุณอาจเป็น โรคหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ซึ่งมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นลมหมดสติสูง เนื่องจากจังหวะการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ เพราะเซลล์ซึ่งทำหน้าที่ให้</p>
<p>จังหวะไฟฟ้าในหัวใจเสื่อมสภาพ ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าลง และส่งเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ จนทำให้เป็นลมไปชั่วคราวได้ ทั้งนี้ การเป็นลมหมดสติ มักจะเกิดในท่ายืนมากกว่านั่ง ทำให้ขณะล้มลงศีรษะมีโอกาสฟาดพื้น</p>
<p>และเกิดการกระทบกระเทือนต่อสมองได้มากกว่า ดังนั้น ใครที่เป็นลมบ่อยๆ ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็น โรคหัวใจ ได้</p>
<p>6. หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน ในกรณีนี้มักเกิดจากความผิดปกติของเซลล์หัวใจโดยตรง และมักเกิดกับคนปกติที่ไม่มีอาการของ โรคหัวใจ มาก่อนล่วงหน้า ซึ่งหากมีอาการหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือที่รวดเร็ว อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้</p>
<p><strong>อาการโรคหัวใจ</strong> ที่สังเกตได้จากร่างกาย…</p>
<p>นอกจากความผิดปกติชนิดเฉียบพลันแล้ว อาการบ่งชี้ที่สังเกตได้จากร่างกายของเราเอง ก็เป็นอีกหนึ่งความผิดปกติที่เตือนให้รู้ว่า คุณอาจเป็น โรคหัวใจ และควรไปพบแพทย์โดยด่วนได้เช่นกัน เป็นต้นว่า…</p>
<p>1. ขาหรือเท้าบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อกดดูแล้วมีรอยบุ๋มตามนิ้วที่กดลงไป ซึ่งหากเกิดขึ้นกับใคร ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คโดยด่วน เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่า เวลานี้คุณอาจอยู่ในภาวะหัวใจล้มเหลวโดยที่ไม่รู้ตัว</p>
<p>2. ปลายมือ ปลายเท้า และริมฝีปากมีลักษณะเขียวคล้ำ อาการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ทางเดินของเลือดในหัวใจห้องขวากับห้องซ้ายมีการเชื่อมต่อที่ผิดปกติ ส่งผลให้เกิดการผสมของเลือดแดงกับเลือดดํา และทําให้ปริมาณของออกซิเจนในเลือดมีปริมาณน้อยลง</p>
<p><strong>อาการโรคหัวใจ</strong> ที่ตรวจพบขณะตรวจร่างกาย…</p>
<p>การไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพประจำปี เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถคาดคะเนความเสี่ยงต่อการเกิด โรคหัวใจ ได้ เช่น ตรวจเลือดแล้วพบว่าเป็นเบาหวาน หรือมีไขมันในเลือดสูง ก็อาจสันนิษฐานได้ว่า มีความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบได้เช่นกัน หรือเอ็กซเรย์แล้วพบว่า ขนาดของหัวใจโตกว่าปกติ ซึ่งอาจเกิดจากหลอดเลือดหัวใจตีบ ลิ้นหัวใจรั่ว และกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวอ่อนกำลังลง ทำให้ห้องต่างๆ ของหัวใจขยายขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ ในกรณีที่ตรวจพบว่ามีความเสี่ยงสูง ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน</p>
<p><strong>วิธีป้องกันโรคหัวใจ</strong></p>
<p>&#8211; สังเกตความผิดปกติของตัวเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน เช่น ดูว่าอัตราการเต้นของหัวใจปกติดีหรือไม่ เจ็บหน้าอก ใจสั่นบ่อยๆ หรือเปล่า เป็นต้น</p>
<p>&#8211; ออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ สุขภาพจิตแจ่มใสแล้ว ยังช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้นอีกด้วย</p>
<p>&#8211; ดูแลสุขภาพใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ พยายามไม่เครียด รู้จักควบคุมอารมณ์ และพึงระลึกไว้เสมอว่า ความเครียดและความโกรธ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้หัวใจเต้นแรง และทำงานหนักขึ้น</p>
<p>&#8211; รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยงดอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งทำให้ความดันโลหิตสูง เกิดภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบได้ง่าย และหันไปกินผักผลไม้ให้มากขึ้น</p>
<p>&#8211; ควรไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อป้องกันและรักษาโรคร้ายที่อาจคาดไม่ถึง เช่น โรคหัวใจ ซึ่งแฝงอยู่ในตัวเราตั้งแต่เนิ่นๆ</p>
<ul class="ssb_list_wrapper"><li class="fb2" style="width:135px"><iframe src="//www.facebook.com/plugins/like.php?href=https%3A%2F%2Fwww.zabzaa.com%2Fhealth%2F%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a7%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%2588%2F&amp;layout=button_count&amp;action=like&amp;show_faces=false&amp;share=true&amp;width=135&amp;height=21&amp;appId=307091639398582" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden;  width:150px; height:21px;" allowTransparency="true"></iframe></li><li class="twtr" style="width:90px"><a href="https://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-url="https://www.zabzaa.com/health/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88/">&nbsp;</a><script>!function(d,s,id){var js,fjs=d.getElementsByTagName(s)[0],p=/^http:/.test(d.location)?'http':'https';if(!d.getElementById(id)){js=d.createElement(s);js.id=id;js.src=p+'://platform.twitter.com/widgets.js';fjs.parentNode.insertBefore(js,fjs);}}(document, 'script', 'twitter-wjs');</script></li><li class="gplus" style="width:68px"><div class="g-plusone" data-size="medium" data-href="https://www.zabzaa.com/health/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88/"></div></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.zabzaa.com/health/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคกระเพาะ</title>
		<link>https://www.zabzaa.com/health/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0/</link>
		<comments>https://www.zabzaa.com/health/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 09 Aug 2014 04:51:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[health zabzaa]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคภัยไข้เจ็บ]]></category>
		<category><![CDATA[duodenal ulcer]]></category>
		<category><![CDATA[gastric ulcer]]></category>
		<category><![CDATA[gastritis]]></category>
		<category><![CDATA[ulcer]]></category>
		<category><![CDATA[อาการโรคกระเพาะ]]></category>
		<category><![CDATA[เยื่อบุกระเพาะ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคกระเพาะ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคกระเพาะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[โรคแทรกซ้อน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.zabzaa.com/health/?p=36</guid>
		<description><![CDATA[โรคกระเพาะอาหาร อาการโรคกระเพาะ สาเหตุ และโรคแทรกซ้อน โรคกระเพาะอาหาร หมายถึง ภาวะที่มีแผลเยื่อบุกระเพาะ และลำไส้ถูกทำลายถึงแม้ว่าจะเรียกว่าโรคกระเพาะ แต่สามารถเป็นได้ทั้งที่กระเพาะ และลำไส้ ถ้าเป็นเฉพาะเยื่อบุกระเพาะเรียก &#8220;gastritis&#8221; แต่ถ้าเป็นแผลถึงชั้นลึก muscularis mucosa เรียก ulcer ถ้าแผลอยู่ที่กระเพาะเรียก &#8220;gastric ulcer&#8221; ถ้าแผลอยู่ที่ลำไส้เล็กเรียก &#8220;duodenal ulcer&#8221; โรคกระเพาะสามารถพบได้ทุกวัย สาเหตุของการเกิด โรคกระเพาะอาหาร มีหลากหลายสาเหตุ แต่เชื่อกันว่า สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากมีกรดในกระเพาะอาหารมาก และเยื่อบุกระเพาะอาหารอ่อนแอลง 1.เชื่อโรค Helicobacter pylori เป็นเชื้อรูปแท่งติดสีน้ำเงิน มีความสามรถอยู่ในสภาวะกรดได้ดี 2. สาเหตุที่กระเพาะอาหารมีกรดมากขึ้น เกิดขึ้นเนื่องจากสิ่งต่อไปนี้กระตุ้นให้กรดหลั่งมาก 2.1 กระตุ้นของปลายประสาท เกิดจากความเครียด วิตกกังวลและอารมณ์ 2.2 การดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ เหล้า เบียร์ ยาดอง 2.3 ชา กาแฟ และน้ำดื่มที่มีคาเฟอีน จะทำให้กรดหลั่งออกมามาก 2.4 การสูบบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่ทำให้เกิดการหลั่งกรดออกมามาก 2.5 การกินอาหารไม่เป็นเวลา 2.6 ภาวะที่มีกรดหลั่งออกมามาก เช่นโรค Zollinger-Ellisson syndrome กรดที่หลั่งออกมามาก จะทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร 3. มีการทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร เกิดจาก 3.1 การกินยาแก้ปวด ลดไข้ แก้ปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อ ยาชุดที่มีแอสไพริน และยาสเตียรอยด์ ยาลูกกลอนต่างๆโดยเฉพาะสารที่ระคายกระเพาะ เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID แม้วว่าจะให้ยาโดยการฉีดหรืออมใต้ลิ้นก็มีโอกาสเกิดแผลที่กระเพาะ เนื่องจากนี้จะไปกระตุ้นให้เกิด cyclooxigenase II (Cox II) ซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบที่กระเพาะ 3.2 การกินอาหารเผ็ดจัด และเปรี้ยวจัดจากน้ำสมสายชู 3.3 การดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ เหล้า เบี้ย ยาดอง 4.ประวัติเป็นโรคกระเพาะในครอบครัวหากครอบครัวไหนมีโรคกระเพาะ คนในครอบครัวนั้นก็จะมีโอกาสเกิดโรคกระสูง ผู้ที่เสี่ยงต่อการเกิดแผลกระเพาะอาหาร &#8211; ผู้ที่สูบบุหรี่ &#8211; ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอลล์ประจำ &#8211; ผู้ที่มีความเครียดเป็นประจำ อาการโรคกระเพาะ 1. ปวดท้องลักษณะอาการปวดท้องที่สำคัญ คือ 1.1 ปวดท้องบริเวณลิ้มปี ปวดแบบแสบๆ ร้อนๆ ปวดเรื้อรังมานาน เป็นๆ หายๆ เป็นเดือนหรือเป็นปี 1.2 ปวดสัมพันธ์กับอาหาร เช่น ปวดเวลาหิวหรือท้องว่างเมื่อกินอาหารหรือนม จะหายปวดบางรายจะปวดหลังจากกินอาหารหรือนมจะหายปวด บางรายจะปวดหลังจากกินอาหาร 2. จุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ เรอลม มีลมในท้อง ร้อนในท้อง คลื่นไส้อาเจียน 3. อาการโรคแทรกซ้อน ได้แก่แผลกระเพาะอาหาร 3.1 อาเจียนเป็นเลือดดำ หรือแดง หรือถ่ายดำ เนื่องจากมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้น 3.2 ปวดท้องรุนแรง และ ช๊อค เนื่องจากแผลกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กทะลุ 3.3 ปวดท้องและอาเจียนมาก เนื่องจากการอุดต้นของกระเพาะอาหาร อาการของโรคกระเพาะอาหารจะไม่สัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค บางรายไม่มีอาการปวดท้อง แต่มีแผลใหญ่มากในกระเพราะอาหาร หรือลำไส้ บางรายปวดท้องมากแต่ไม่มีแผลเลยก็ได้ อาการอื่นที่พบได้ &#8211; น้ำหนักลด &#8211; เบื่ออาหาร &#8211; แน่นท้อง ท้องเฟ้อ &#8211; คลื่นไส้ อาเจียน ผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้ต้องรีบพบแพทย์ 1. ปวดท้องทันที ปวดเหมือนถูกมีดบาด ขยับตัวหรือหายใจแรงๆ จะทำให้ปวดเพิ่มมากขึ้น และปวดไม่หาย ซึ่งอาจจะเกิดจากกระเพาะอาหารทะลุ 2. อุจาระดำ หรืออาเจียนเป็นเลือด เนื่องจากเลือดออกทางเดินอาหาร 3. แน่นท้อง อาเจียนบ่อย อาเจียนเป็นอาหารที่รับประทานเข้าไป ซึ่งอาจจะเกิดจากลำไส้อุดตัน โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ 1. เลือดออกทางเดินอาหาร เนื่องจากแผลกระเพาะอาหารกินลึกถึงหลอดเลือดทำให้มีเลือดออก ผู้ป่วยจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือดสด หรือสีดำเหมือนน้ำโค้ก อุจาระจะมีสีดำเหนียว บางคนหากออกมากจะมีสีแดงอิฐ หากเลือดออกมากผู้ป่วยอาจจะมีความดันโลหิตต่ำและช้อคหมดสติ 2. กระเพาะทะลุ เนื่องจากแผลจะกินลึกจนทะลุเข้าช่องท้อง ผู้ป่วยจะปวดท้องอย่างเฉียบพลันปวดมาก หน้าท้องแข็ง เป็นภาวะรีบด่วนต้องรีบพบแพทย์ 3. ลำไส้อุดตัน เนื่องจากเป็นแผลเรื้อรังจะทำให้เกิดผังพืดทำให้รูของลำไส้เล็กลงอาหารไม่สามารถผ่านไปได้ ผู้ป่วยจะเกิดอาเจียน ไม่ผายลม ไม่ถ่ายอุจาระ อาเจียนเป็นอาหารที่รับประทานเข้าไป อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคกระเพาะ แนวทางการรับประทานอาหารที่จะลดกรดในกระเพาะและลดการไหลย้อนของกรด 1. ให้รับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ และให้รับประทานอาหารว่างระหว่างมื้อ อย่าให้เกิดภาวะที่หิวมากหรืออิ่มมากเกินไป 2. รับประทานอาหารอย่างช้าๆ เคี้ยวอาหารให้ละเอียด 3. ระหว่างรับประทานอย่าเคร่งเครียด 4. หลังรับประทานอาหารอย่าเพิ่งนอน ให้นั่งหรือเดินไปมา 1 ชั่วโมง 5. อย่ารับประทานอาหารก่อนนอน 3 ชั่วโมงเพราะอาหารมื้อนั้นจะทำให้กรดหลั่งออกมามาก 6. เลือกอาหารที่มีไขมันต่ำ 7. งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มรสเปรี้ยว เช่น น้ำมะเขือเทศ น้ำมะนาว 8. อาหารแต่ละมื้อควรจะมีโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ นม 9. ยาน้ำลดกรดควรรับประทานให้ถูกโดยรับประทานยาก่อนอาหาร 1 ชั่วโมงและหลังอาหาร 3 ชั่วโมงและก่อนนอน 10. ไม่ควรดื่มนมหรือครีมเพราะจะทำให้กรดหลั่งมาก ขอขอบคุณ siamhealth.net &#160;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.zabzaa.com/health/wp-content/uploads/2014/08/โรคกระเพาะ.jpg"><img src="http://www.zabzaa.com/health/wp-content/uploads/2014/08/โรคกระเพาะ.jpg" alt="โรคกระเพาะ" width="463" height="291" class="alignnone size-full wp-image-37" /></a></p>
<p><strong>โรคกระเพาะอาหาร อาการโรคกระเพาะ สาเหตุ และโรคแทรกซ้อน</strong></p>
<p><strong>โรคกระเพาะอาหาร</strong> หมายถึง ภาวะที่มีแผลเยื่อบุกระเพาะ และลำไส้ถูกทำลายถึงแม้ว่าจะเรียกว่าโรคกระเพาะ แต่สามารถเป็นได้ทั้งที่กระเพาะ และลำไส้ ถ้าเป็นเฉพาะเยื่อบุกระเพาะเรียก &#8220;gastritis&#8221; แต่ถ้าเป็นแผลถึงชั้นลึก muscularis mucosa เรียก ulcer ถ้าแผลอยู่ที่กระเพาะเรียก &#8220;gastric ulcer&#8221; ถ้าแผลอยู่ที่ลำไส้เล็กเรียก &#8220;duodenal ulcer&#8221; โรคกระเพาะสามารถพบได้ทุกวัย</p>
<p>สาเหตุของการเกิด โรคกระเพาะอาหาร มีหลากหลายสาเหตุ แต่เชื่อกันว่า สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากมีกรดในกระเพาะอาหารมาก และเยื่อบุกระเพาะอาหารอ่อนแอลง</p>
<p>1.เชื่อโรค Helicobacter pylori เป็นเชื้อรูปแท่งติดสีน้ำเงิน มีความสามรถอยู่ในสภาวะกรดได้ดี</p>
<p>2. สาเหตุที่กระเพาะอาหารมีกรดมากขึ้น เกิดขึ้นเนื่องจากสิ่งต่อไปนี้กระตุ้นให้กรดหลั่งมาก</p>
<p>2.1 กระตุ้นของปลายประสาท เกิดจากความเครียด วิตกกังวลและอารมณ์</p>
<p>2.2 การดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ เหล้า เบียร์ ยาดอง</p>
<p>2.3 ชา กาแฟ และน้ำดื่มที่มีคาเฟอีน จะทำให้กรดหลั่งออกมามาก</p>
<p>2.4 การสูบบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่ทำให้เกิดการหลั่งกรดออกมามาก</p>
<p>2.5 การกินอาหารไม่เป็นเวลา</p>
<p>2.6 ภาวะที่มีกรดหลั่งออกมามาก เช่นโรค Zollinger-Ellisson syndrome กรดที่หลั่งออกมามาก จะทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร</p>
<p>3. มีการทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร เกิดจาก</p>
<p>3.1 การกินยาแก้ปวด ลดไข้ แก้ปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อ ยาชุดที่มีแอสไพริน และยาสเตียรอยด์ ยาลูกกลอนต่างๆโดยเฉพาะสารที่ระคายกระเพาะ เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID แม้วว่าจะให้ยาโดยการฉีดหรืออมใต้ลิ้นก็มีโอกาสเกิดแผลที่กระเพาะ เนื่องจากนี้จะไปกระตุ้นให้เกิด cyclooxigenase II (Cox II) ซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบที่กระเพาะ</p>
<p>3.2 การกินอาหารเผ็ดจัด และเปรี้ยวจัดจากน้ำสมสายชู</p>
<p>3.3 การดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ เหล้า เบี้ย ยาดอง</p>
<p>4.ประวัติเป็นโรคกระเพาะในครอบครัวหากครอบครัวไหนมีโรคกระเพาะ คนในครอบครัวนั้นก็จะมีโอกาสเกิดโรคกระสูง</p>
<p>ผู้ที่เสี่ยงต่อการเกิดแผลกระเพาะอาหาร</p>
<p>&#8211; ผู้ที่สูบบุหรี่</p>
<p>&#8211; ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอลล์ประจำ</p>
<p>&#8211; ผู้ที่มีความเครียดเป็นประจำ</p>
<p><strong>อาการโรคกระเพาะ</strong></p>
<p>1. ปวดท้องลักษณะอาการปวดท้องที่สำคัญ คือ</p>
<p>1.1 ปวดท้องบริเวณลิ้มปี ปวดแบบแสบๆ ร้อนๆ ปวดเรื้อรังมานาน เป็นๆ หายๆ เป็นเดือนหรือเป็นปี</p>
<p>1.2 ปวดสัมพันธ์กับอาหาร เช่น ปวดเวลาหิวหรือท้องว่างเมื่อกินอาหารหรือนม จะหายปวดบางรายจะปวดหลังจากกินอาหารหรือนมจะหายปวด บางรายจะปวดหลังจากกินอาหาร</p>
<p>2. จุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ เรอลม มีลมในท้อง ร้อนในท้อง คลื่นไส้อาเจียน</p>
<p>3. อาการโรคแทรกซ้อน ได้แก่แผลกระเพาะอาหาร</p>
<p>3.1 อาเจียนเป็นเลือดดำ หรือแดง หรือถ่ายดำ เนื่องจากมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้น</p>
<p>3.2 ปวดท้องรุนแรง และ ช๊อค เนื่องจากแผลกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กทะลุ</p>
<p>3.3 ปวดท้องและอาเจียนมาก เนื่องจากการอุดต้นของกระเพาะอาหาร</p>
<p>อาการของโรคกระเพาะอาหารจะไม่สัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค บางรายไม่มีอาการปวดท้อง แต่มีแผลใหญ่มากในกระเพราะอาหาร หรือลำไส้ บางรายปวดท้องมากแต่ไม่มีแผลเลยก็ได้</p>
<p><strong>อาการอื่นที่พบได้</strong></p>
<p>&#8211; น้ำหนักลด</p>
<p>&#8211; เบื่ออาหาร</p>
<p>&#8211; แน่นท้อง ท้องเฟ้อ</p>
<p>&#8211; คลื่นไส้ อาเจียน</p>
<p><strong>ผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้ต้องรีบพบแพทย์</strong></p>
<p>1. ปวดท้องทันที ปวดเหมือนถูกมีดบาด ขยับตัวหรือหายใจแรงๆ จะทำให้ปวดเพิ่มมากขึ้น และปวดไม่หาย ซึ่งอาจจะเกิดจากกระเพาะอาหารทะลุ</p>
<p>2. อุจาระดำ หรืออาเจียนเป็นเลือด เนื่องจากเลือดออกทางเดินอาหาร</p>
<p>3. แน่นท้อง อาเจียนบ่อย อาเจียนเป็นอาหารที่รับประทานเข้าไป ซึ่งอาจจะเกิดจากลำไส้อุดตัน</p>
<p><strong>โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ</strong></p>
<p>1. เลือดออกทางเดินอาหาร เนื่องจากแผลกระเพาะอาหารกินลึกถึงหลอดเลือดทำให้มีเลือดออก ผู้ป่วยจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือดสด หรือสีดำเหมือนน้ำโค้ก อุจาระจะมีสีดำเหนียว บางคนหากออกมากจะมีสีแดงอิฐ หากเลือดออกมากผู้ป่วยอาจจะมีความดันโลหิตต่ำและช้อคหมดสติ</p>
<p>2. กระเพาะทะลุ เนื่องจากแผลจะกินลึกจนทะลุเข้าช่องท้อง ผู้ป่วยจะปวดท้องอย่างเฉียบพลันปวดมาก หน้าท้องแข็ง เป็นภาวะรีบด่วนต้องรีบพบแพทย์</p>
<p>3. ลำไส้อุดตัน เนื่องจากเป็นแผลเรื้อรังจะทำให้เกิดผังพืดทำให้รูของลำไส้เล็กลงอาหารไม่สามารถผ่านไปได้ ผู้ป่วยจะเกิดอาเจียน ไม่ผายลม ไม่ถ่ายอุจาระ อาเจียนเป็นอาหารที่รับประทานเข้าไป</p>
<p><strong>อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคกระเพาะ</strong></p>
<p>แนวทางการรับประทานอาหารที่จะลดกรดในกระเพาะและลดการไหลย้อนของกรด</p>
<p>1. ให้รับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ และให้รับประทานอาหารว่างระหว่างมื้อ อย่าให้เกิดภาวะที่หิวมากหรืออิ่มมากเกินไป</p>
<p>2. รับประทานอาหารอย่างช้าๆ เคี้ยวอาหารให้ละเอียด</p>
<p>3. ระหว่างรับประทานอย่าเคร่งเครียด</p>
<p>4. หลังรับประทานอาหารอย่าเพิ่งนอน ให้นั่งหรือเดินไปมา 1 ชั่วโมง</p>
<p>5. อย่ารับประทานอาหารก่อนนอน 3 ชั่วโมงเพราะอาหารมื้อนั้นจะทำให้กรดหลั่งออกมามาก</p>
<p>6. เลือกอาหารที่มีไขมันต่ำ</p>
<p>7. งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มรสเปรี้ยว เช่น น้ำมะเขือเทศ น้ำมะนาว</p>
<p>8. อาหารแต่ละมื้อควรจะมีโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ นม</p>
<p>9. ยาน้ำลดกรดควรรับประทานให้ถูกโดยรับประทานยาก่อนอาหาร 1 ชั่วโมงและหลังอาหาร 3 ชั่วโมงและก่อนนอน</p>
<p>10. ไม่ควรดื่มนมหรือครีมเพราะจะทำให้กรดหลั่งมาก</p>
<p><em>ขอขอบคุณ siamhealth.net</em></p>
<ul class="ssb_list_wrapper"><li class="fb2" style="width:135px"><iframe src="//www.facebook.com/plugins/like.php?href=https%3A%2F%2Fwww.zabzaa.com%2Fhealth%2F%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25b0%2F&amp;layout=button_count&amp;action=like&amp;show_faces=false&amp;share=true&amp;width=135&amp;height=21&amp;appId=307091639398582" scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden;  width:150px; height:21px;" allowTransparency="true"></iframe></li><li class="twtr" style="width:90px"><a href="https://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-url="https://www.zabzaa.com/health/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0/">&nbsp;</a><script>!function(d,s,id){var js,fjs=d.getElementsByTagName(s)[0],p=/^http:/.test(d.location)?'http':'https';if(!d.getElementById(id)){js=d.createElement(s);js.id=id;js.src=p+'://platform.twitter.com/widgets.js';fjs.parentNode.insertBefore(js,fjs);}}(document, 'script', 'twitter-wjs');</script></li><li class="gplus" style="width:68px"><div class="g-plusone" data-size="medium" data-href="https://www.zabzaa.com/health/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0/"></div></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.zabzaa.com/health/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
