<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วันสำคัญของไทย</title>
	<atom:link href="https://www.zabzaa.com/day/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.zabzaa.com/day</link>
	<description>วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 02 Aug 2021 04:41:36 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.1.42</generator>
	<item>
		<title>วันเกษตรแห่งชาติ</title>
		<link>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/</link>
		<comments>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Dec 2015 03:56:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Day]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[กุมภาพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[งานวันเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[งานเกษตรแฟร์]]></category>
		<category><![CDATA[งานเกษตรแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติวันเกษตรแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[วันเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[วันเกษตรแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรแฟร์]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรแห่งชาติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.zabzaa.com/day/?p=272</guid>
		<description><![CDATA[วันเกษตรแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ความหมายของงานเกษตรแห่งชาติ เพราะชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ การปลูกข้าว หรือการเพาะปลูกในบ้านเรา จึงมีส่วนสำคัญ ที่จะทำให้คนไทยได้อุดหนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์ในไทย รวมถึงพืชผลทางการเกษตร ซึ่งการจัดงานงานเกษตรแห่งชาติ ก็เพื่อให้ระลึกถึงชวนา ที่มีบุญคุณกับประเทศไทย ทำให้เราได้กินข้าวของคนไทยมาจนถึงทุกวันนี้ ที่มาของวันเกษตรแห่งชาติ ในช่วงแรก (พ.ศ.2453 ถึง พ.ศ.2454) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสนับสนุนและเป็นผู้ริเริ่มการจัดงานการแสดงกสิกรรมและพาณิชการ ซึ่งในปัจจุบันคือ งานเกษตรแห่งชาติ ขึ้นในช่วงนี้มีการแสดงมหรสพ แตรวง รวมทั้งจัดแสดงสินค้าเกษตรและเครื่องมือเครื่องจักรที่ใช้ในการเพาะปลูกจากในประเทศและต่างประเทศ มีการทำโรงนาสาธิตให้ประชนดูเป็นตัวอย่าง มีการประกวดพันธุ์ข้าวและพันธุ์พืช มีการแนะนำให้รู้จักระบบชลประทานและรัฐบาลสนับสนุนลงทุนจัดงานให้ทั้งหมด ส่วนการแสดง กสิกรรม และพาณิชยการครั้งที่ 2 ช่วงนี้ประชาชนรู้รักพัฒนาพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์พัฒนาวิธีการปลูกแต่ช่วงนี้ไม่มีการแสดงมหรสพเพราะอยู่ในระหว่างการไว้ทุกข์พระบรมศพรัชกาลที่ 5 การจัดงานครั้งนี้จึงอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัฐบาลมีนโยบายลดค่าใช้จ่ายในการจัดงานลง การส่งพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ก็มีจำนวนลดลงด้วย แรกๆ การจัดงานวันเกษตรจะไม่มีคำว่า แห่งชาติ โดยจะเป็นชื่องานว่า งานวันเกษตรต่อมาปรากฏว่างานวันเกษตรได้รับความสนใจจากประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียงเป็นอย่างมาก ขอบเขตของการจัดงานได้ขยายออกไปอย่างกว้างขวางจนเกินงบประมาณและกำลังคน ประกอบกับบ้านเมืองประสบปัญหาเศรษฐกิจ จึงเป็นเหตุให้ต้องหยุดการจัดงานไปหลายปีต่อมารัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญของการจัดงานลักษณะนี้ จึงมีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงานวันเกษตรแห่งชาติขึ้น [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_273" style="width: 610px" class="wp-caption alignnone"><a href="http://www.zabzaa.com/day/wp-content/uploads/2015/12/2feb.jpg"><img class="size-full wp-image-273" src="http://www.zabzaa.com/day/wp-content/uploads/2015/12/2feb.jpg" alt="วันเกษตรแห่งชาติ" width="600" height="450" /></a><p class="wp-caption-text">วันเกษตรแห่งชาติ</p></div>
<p><strong>วันเกษตรแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ของทุกปี</strong></p>
<p><strong>ความหมายของงานเกษตรแห่งชาติ</strong></p>
<p>เพราะชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ การปลูกข้าว หรือการเพาะปลูกในบ้านเรา จึงมีส่วนสำคัญ ที่จะทำให้คนไทยได้อุดหนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์ในไทย รวมถึงพืชผลทางการเกษตร ซึ่งการจัดงานงานเกษตรแห่งชาติ ก็เพื่อให้ระลึกถึงชวนา ที่มีบุญคุณกับประเทศไทย ทำให้เราได้กินข้าวของคนไทยมาจนถึงทุกวันนี้</p>
<p><strong>ที่มาของวันเกษตรแห่งชาติ</strong></p>
<p>ในช่วงแรก (พ.ศ.2453 ถึง พ.ศ.2454) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสนับสนุนและเป็นผู้ริเริ่มการจัดงานการแสดงกสิกรรมและพาณิชการ ซึ่งในปัจจุบันคือ งานเกษตรแห่งชาติ ขึ้นในช่วงนี้มีการแสดงมหรสพ แตรวง รวมทั้งจัดแสดงสินค้าเกษตรและเครื่องมือเครื่องจักรที่ใช้ในการเพาะปลูกจากในประเทศและต่างประเทศ มีการทำโรงนาสาธิตให้ประชนดูเป็นตัวอย่าง มีการประกวดพันธุ์ข้าวและพันธุ์พืช มีการแนะนำให้รู้จักระบบชลประทานและรัฐบาลสนับสนุนลงทุนจัดงานให้ทั้งหมด ส่วนการแสดง กสิกรรม และพาณิชยการครั้งที่ 2 ช่วงนี้ประชาชนรู้รักพัฒนาพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์พัฒนาวิธีการปลูกแต่ช่วงนี้ไม่มีการแสดงมหรสพเพราะอยู่ในระหว่างการไว้ทุกข์พระบรมศพรัชกาลที่ 5 การจัดงานครั้งนี้จึงอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัฐบาลมีนโยบายลดค่าใช้จ่ายในการจัดงานลง การส่งพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ก็มีจำนวนลดลงด้วย</p>
<p>แรกๆ การจัดงานวันเกษตรจะไม่มีคำว่า แห่งชาติ โดยจะเป็นชื่องานว่า งานวันเกษตรต่อมาปรากฏว่างานวันเกษตรได้รับความสนใจจากประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียงเป็นอย่างมาก ขอบเขตของการจัดงานได้ขยายออกไปอย่างกว้างขวางจนเกินงบประมาณและกำลังคน ประกอบกับบ้านเมืองประสบปัญหาเศรษฐกิจ จึงเป็นเหตุให้ต้องหยุดการจัดงานไปหลายปีต่อมารัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญของการจัดงานลักษณะนี้ จึงมีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงานวันเกษตรแห่งชาติขึ้น ตั้งแต่วันที่ 3-4 มกราคม พ.ศ.2491 โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ ซึ่งส่วนราชการทั้งสองได้ร่วมกันจัดติดต่อกันเรื่อยมา เป็นประจำทุกปี ณ บริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน วัตถุประสงค์ของการจัดงานถือหลักการเดิมของการจัดงานนิทรรศการครั้งแรก คือการจัดแสดงต่างๆ จะเป็นทางหนึ่งที่ชักนำปลุกใจอาณาประชาราษฎร์ ให้ประกอบการเพาะปลุก เลี้ยงสัตว์ และค้าขายให้เจริญทันสมัย โดยมีจุดประสงค์จะให้ประชาชนทั่วไปรวมทั้งเกษตรกร ได้เรียนรู้พัฒนาการวิชาการใหม่ๆ และเน้นนโยบายที่จะให้เกษตรทุกภาคได้รับความก้าวหน้า และพัฒนาการวิชาการการเกษตรใหม่ๆ และเน้นนโยบายที่จะให้เกษตรทุกภาคได้รับทราบความก้าวหน้า และพัฒนาการทางด้านการเกษตรอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ นอกจากนั้นยังเน้นให้เกษตรที่ทำงานหนักมาทั้งปีได้มีโอกาสพักผ่อนหย่อนใจและหาความสำราญในการเที่ยวงาน จึงมีมติเห็นชอบให้จัดงานวันเกษตรแห่งชาติขึ้น ทั้งในส่วนภูมิภาคสลับกับส่วนกลาง โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่างๆ</p>
<p>ต่อมาการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติได้เริ่มจัดขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ของทุกปี และได้เปลี่ยนไปจากเดิมเนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ก่อสร้างอาคารของมหาวิยาลัยเกษตรศาสตร์และของกระทรวงกระเกษตรเสียเป็นส่วนมาก การจัดงานจึงไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ เหล่านั้นได้อย่างเต็มที่นัก ซึ่งกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการจัดตลาดนัด และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป้าหมายของงานเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากคือ เน้นทางด้านธุรกิจ ผู้ที่มาเที่ยวงานส่วนใหญ่เป็นนิสิตนักศีกษาและข้าราชการในมหาวิทยาลัยเกษตรเป็นส่วนใหญ่ และบุคคลภายนอกที่มาเดินเที่ยวชมงาน ส่วนพวกเกษตรกรจะมีแต่พวกที่เป็นแม่ค้าหรือพ่อค้าขนสินค้ามาเพื่อขายเท่านั้นมิได้สนใจใฝ่รู้พัฒนาการใหม่ๆ ทางด้านการเกษตร และบุคลากรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่างเรียกชื่องานนี้ว่า &#8220;งานเกษตรแฟร์&#8221;</p>
<p>ที่ต่างประเทศ ก็จะมีงานเกี่ยวกับวันเกษตรเช่นกัน ซึ่ง ส่วนใหญ่จะเป็นงานเทศกาล พวก ผัก หรือผลไม้มากกว่า เป็นการเฉลิมฉลองหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จ ก่อนจะพักหน้าดินแล้ว เริ่มเพาะปลูกต่อ แต่การจัดงานจะไม่เหมือนกับของไทยเรา ซึ่งส่วนใหญ่ทางต่างประเทศ จะเน้นเรื่องการผลิต และการจัดนิทรรศการ ของผักที่เก็บเกี่ยวได้ ซึ่งจะเห็นว่ามีช่วงที่เป็นลูกฟักทองมากมาย หลายขนาด ซึ่งจะมีการประกวดความใหญ่ยักษ์ของพืชผลทางการเกษตรมากกว่า<br />
วันที่ใช้จัดงานกิจกรรมวันเกษตรแห่งชาติ</p>
<p><strong>ประวัติวันเกษตรแห่งชาติ</strong></p>
<p><strong>งานเกษตรแห่งชาติ</strong> เกิดขึ้นในช่วงของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปีพ.ศ.2453 ถึง พ.ศ.2454 ซึ่งพระองค์ ได้ทรงสนับสนุนและเป็นผู้ริเริ่มการจัดงานการแสดงกสิกรรมและพาณิชการ หรือ งานเกษตรแห่งชาติ</p>
<p>ช่วงระหว่างที่มีการจัดงานเกษตรนั้น ก็จะมีความบันเทิงต่างๆมากมาย เช่นการแสดงมหรสพ และแตรวง รวมทั้งจัดแสดงสินค้าทางเกษตรและเครื่องมือเครื่องจักรที่ใช้สำหรับการเพาะปลูกจากในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีการประกวดพันธุ์ข้าวและพันธุ์พืช การแนะนำให้รู้จักระบบชลประทานและรัฐบาลสนับสนุนลงทุนจัดงานให้ทั้งหมด ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และรัฐบาลมีนโยบายลดค่าใช้จ่ายในการจัดงานลง ทำให้การส่งพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ก็มีจำนวนลดลงด้วย ซึ่งในช่วงที่บ้านเมืองประสบปัญหาเศรษฐกิจ เป็นเหตุให้ต้องหยุดการจัดงานวันเกษตรไป เพราะขอบเขตของการจัดงานได้เริ่มขยายออกไปอย่างกว้างขวางจนเกินงบประมาณและกำลังคน ซึ่งแม้ งานวันเกษตรจะได้รับความสนใจจากประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียงก็ตาม ซึ่งการจัดงานวันเกษตรในยุคแรกๆ จะใช้ชื่องานว่า &#8220;<em>งานวันเกษตร</em> &#8221;</p>
<p>หลายปีต่อมารัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญของการจัดงานเกษตร จึงมีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงานวันเกษตรแห่งชาติขึ้น ตั้งแต่วันที่ 3-4 มกราคม พ.ศ.2491 โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ ทำให้มีการจัดงานติดต่อกันเรื่อยมา เป็นประจำทุกปี ณ บริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยวัตถุประสงค์ของการจัดงาน คือการจัดแสดงต่างๆ จะเป็นทางหนึ่งที่ชักนำปลุกใจอาณาประชาราษฎร์ ให้ประกอบการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และค้าขายให้เจริญทันสมัย โดยมีจุดประสงค์จะให้ประชาชนทั่วไปรวมทั้งเกษตรกร ได้เรียนรู้พัฒนาการวิชาการใหม่ๆ และเน้นนโยบายที่จะให้เกษตรทุกภาคได้รับความก้าวหน้า และพัฒนาการวิชาการการเกษตรใหม่ๆ และเน้นนโยบายที่จะให้เกษตรทุกภาคได้รับทราบความก้าวหน้า และพัฒนาการทางด้านการเกษตรอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ นอกจากนั้นยังเน้นให้เกษตรที่ทำงานหนักมาทั้งปีได้มีโอกาสพักผ่อนหย่อนใจและหาความสำราญในการเที่ยวงาน จึงมีมติเห็นชอบให้จัดงานวันเกษตรแห่งชาติขึ้น</p>
<p>ต่อมาวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ของทุกปีได้จัดให้มีการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติขึ้น ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่างเรียกชื่องานนี้ว่า &#8220;งานเกษตรแฟร์&#8221; ซึ่งได้มีการเปลี่ยนรูปแบบงานไปจากเดิม การจัดงานจึงไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ เหล่านั้นได้อย่างเต็มที่ ซึ่งกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการจัดตลาดนัด และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่าง ทำให้เป้าหมายของงานเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก โดยจะเน้นทางด้านธุรกิจ ผู้ที่มาเที่ยวงานส่วนใหญ่เป็นนิสิตนักศึกษาและข้าราชการในมหาวิทยาลัยเกษตรเป็นส่วนใหญ่ และบุคคลภายนอกที่มาเดินเที่ยวชมงาน ส่วนพวกเกษตรกรจะมีแต่พวกที่เป็นแม่ค้าหรือพ่อค้าขนสินค้ามาเพื่อขายเท่านั้นมิได้สนใจใฝ่รู้พัฒนาการใหม่ๆ ทางด้านการเกษตร และบุคลากร</p>
<p><strong>กิจกรรมวันเกษตรแห่งชาติ</strong></p>
<p>กิจกรรมที่จัดขึ้นในงานเกษตรแฟร์ หรือ วันเกษตรแห่งชาตินั้น ส่วนใหญ่จะเป็นพี่น้องชาวไทยที่มุ่งหน้ามาจากทั่วทุกภาคของประเทศไทย เพื่อมาร่วมกิจกรรม ด้วยการนำผลิตภัณฑ์ ผลผลิตจากสวน จากไร่ เพื่อนำมาจำหน่ายให้กับพี่น้องชาวไทยที่มีโอกาสมีเที่ยวชมงาน ซึ่งนอกจากนี้ยังเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างชาวเกษตรด้วยกันอีกด้วย</p>
<p><strong>จัดนิทรรศการดานการเกษตร</strong><br />
จัดนิทรรศการ ให้ความรู้ในเรื่อง การเกษตรในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการจัดนิทรรศการพระราชกรณียกิจ ด้านเกษตร แลละโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ทั้งนี้เพื่อให้ประชาขนทั่วไป ได้ตระหนักถึงการใช้ชีวิตแบบไม่ฟุ่มเฟือย และอยู่ได้ด้วยการปลูกผัก เลี้ยงสัตว์</p>
<p><strong>ประชุม สัมนา ทางด้านการเกษตร</strong><br />
ประชุมสัมนาทางด้านการเกษตร และอุตสาหกรรมการเกษตร การเปิดการค้าเสรีกลุ่มอาเซียน สัมนาทางวิชาการ เรื่อง ข้าว ยาง และสัตว์เกษตร เพื่อให้เป็นการแลกเปลี่ยนของเกษตรกรทั่วประเทศไทย จะได้ทราบปัญหา ข้อมูล และแนวทาแก้ไข ให้พี่น้องชาวเกษตรได้มีมุมมองกว้างไกล และความรู้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น</p>
<p><strong>ประกวด ผลิตภัณฑ์อาหาร</strong><br />
จัดการสาธิตการอบรมและการประกวด ผลิตภัณฑ์อาหาร ผลผลิตทางการเกษตร , ประกวดสัตว์เศรษฐกิจ และสัตว์สวยงาม ประกวดไม้ดอกไม้ประดับ เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนที่มาประกวด ได้มีกำลังและรงใจ ที่จะพัฒนาพืชพรรณ หรือ สัตว์ประเภทต่างๆ ให้ดีขึ้น และเป็นแรงจูงใจที่จะได้นำมาประกวดในปีต่อๆไป</p>
<p><strong>แปลงสาธิตด้านการเกษตรทางด้านพืชและสัตว์</strong><br />
เจ้าของสวน หรือลิตภัณฑ์ จะทำการจำลองพื้นที่การเพาะปลูก เพื่ออธิบายและให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจในผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่เริ่มการเตรียมดินจนถึงการเก็บเกี่ยวโดยไม่หวงความรู้ ซึ่งจะทำให้นักเรียน นักศึกษาได้ประโยชน์ และสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงด้วย</p>
<p><strong>การแสดงกิจกรรมบันเทิง แสง สี เสียง</strong><br />
ที่จะทำให้เกษตรกรที่มาในงาน รวมถึงประชาชนทั่วๆไป ได้มีการผ่อนคลายจากการแสดงบนเวที หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยจากการนั่งขายของมาทั้งวันแล้ว<br />
แนวทางการส่งเสริมกิจกรรมวันเกษตรแห่งชาติ</p>
<p><strong>จัดนิทรรศการให้ความรู้ด้านการเกษตร</strong><br />
วัตถุประสงค์ของการจัดงานนิทรรศการ คือการจัดแสดงต่างๆ ที่ชักนำปลุกใจอาณาประชาราษฎร์ ให้ประกอบการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และค้าขายให้เจริญและมีทันสมัยโดยมีจุดประสงค์จะให้ประชาชนทั่วไปรวมทั้งเกษตรกร ได้เรียนรู้พัฒนาการวิชาการใหม่ๆ และเน้นนโยบายที่จะให้เกษตรทุกภาคได้รับความก้าวหน้า และพัฒนาการวิชาการการเกษตรใหม่ๆ และเน้นนโยบายที่จะให้เกษตรทุกภาคได้รับทราบความก้าวหน้า และพัฒนาการทางด้านการเกษตรอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ</p>
<p><strong>ให้เกษตรกรมีรายได้จากการนำสินค้ามาขายในงาน</strong><br />
การจัดงานวันเกษตรแห่งชาติขึ้น คือการให้เกษตรกรทั่วประเทศ นำผลิตภัณฑ์ สินค้าการเกษตรออกมาจำหน่าย เพื่อให้คนอื่นได้รู้จัก สินค้าพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง หรือ พืชผักของแต่ละภาค นำมาจำหน่ายในงาน ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นยังเน้นให้เกษตรที่ทำงานหนักมาทั้งปีได้มีโอกาสพักผ่อนหย่อนใจและหาความสำราญในการเที่ยวงาน จึงมีมติเห็นชอบให้จัดงานวันเกษตรแห่งชาติขึ้น ทั้งในส่วนภูมิภาคสลับกับส่วนกลาง โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่างๆ</p>
<p><strong>ถ่ายทอดและเผยแพร่ความรู้</strong><br />
วัตถุประสงค์ของการจัดงาน เพื่อถ่ายทอดความรู้ เผยแพร่ความก้าวหน้าทางวิชาการและผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัย หน่วยราชการและภาคเอกชนที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งนวัตกรรมด้านการเกษตร เพื่อพัฒนาและสร้างความตระหนักให้เกษตรกร เห็นความสำคัญของการเกษตรแบบยั่งยืน และสนับสนุนการส่งเสริมอาชีพและธุรกิจด้านการเกษตรให้เกษตรกรในประเทศสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าในเชิงคุณภาพได้ดี</p>
<p><strong>จัดงานแสดงเกี่ยวกับการเกษตร</strong><br />
เพื่อแสดงถึงความก้าวหน้าของงานวิจัยทางการเกษตร ซึ่งจะเป็นฐานนำพาการเกษตรไทยให้ก้าวสู่ความเป็นสากล และเพื่อให้สอดคล้องซึ่งกันและกัน ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาจมีการจัดแสดงงานภายใต้แนวคิด &#8220;การเกษตร นวัตกรรมจากธรรมชาติ&#8221; เพื่อให้ผู้เข้าชมงานตระหนักถึงความสำคัญของภาคการเกษตร เป็นการค้นพบที่จะนำพาให้ภาคเกษตรเติบโตเป็นแกนหลักสำคัญของเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>ปฏิทินวันเกษตรแห่งชาติ</strong></p>
<p>วันเกษตรแห่งชาติ พ.ศ.2549 ตรงกับ วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2549 / วันพฤหัสบดี ขึ้น ๕ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีระกา<br />
วันเกษตรแห่งชาติ พ.ศ.2550 ตรงกับ วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550 / วันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีจอ<br />
วันเกษตรแห่งชาติ พ.ศ.2551 ตรงกับ วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 / วันเสาร์ แรม ๑๑ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีกุน<br />
วันเกษตรแห่งชาติ พ.ศ.2552 ตรงกับ วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2552 / วันจันทร์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีชวด<br />
วันเกษตรแห่งชาติ พ.ศ.2553 ตรงกับ วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 / วันอังคาร แรม ๓ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีฉลู<br />
วันเกษตรแห่งชาติ พ.ศ.2554 ตรงกับ วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2554 / วันพุธ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีขาล<br />
วันเกษตรแห่งชาติ พ.ศ.2555 ตรงกับ วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555 / วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีเถาะ<br />
วันเกษตรแห่งชาติ พ.ศ.2556 ตรงกับ วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2556 / วันเสาร์ แรม ๗ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีมะโรง<br />
วันเกษตรแห่งชาติ พ.ศ.2557 ตรงกับ วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2557 / วันอาทิตย์ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีมะเส็ง<br />
วันเกษตรแห่งชาติ พ.ศ.2558 ตรงกับ วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2558 / วันจันทร์ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีมะเมีย<br />
วันเกษตรแห่งชาติ พ.ศ.2559 ตรงกับ วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559 / วันอังคาร แรม ๑๐ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีมะแม</p>
<p><em>ที่มา myhora.com และ lib.ru.ac.th<br />
อ้างอิง<br />
ดวงฤดี สายเจริญ. ความคิดเห็นของบุคคลากรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่มีต่อการจัดงานวันเกษตรประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๖.</em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วันโคนมแห่งชาติ</title>
		<link>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/</link>
		<comments>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Jun 2014 03:44:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Day]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[มกราคม]]></category>
		<category><![CDATA[วันโคนม]]></category>
		<category><![CDATA[วันโคนมแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[โคนม]]></category>
		<category><![CDATA[โคนมแห่งชาติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.zabzaa.com/day/?p=250</guid>
		<description><![CDATA[วันโคนมแห่งชาติ 17 มกราคม ของทุกปี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไป ทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน &#8220;วันโคนมแห่งชาติ&#8221; ประจำปี 2548 ณ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งชาติ (อสค.) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ รัฐบาลได้กำหนดให้ วันที่ 17 มกราคมของทุกปีเป็นวัน &#8220;โคนมแห่งชาติ&#8221; เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงพระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่เกษตรกรไทย เพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น ความเป็นมาของวันโคนมแห่งชาติ คณะรัฐมนตรีกำหนดให้วันที่ 17 มกราคมของทุกปี เป็น &#8220;วันโคนมแห่งชาติ&#8221; ซึ่งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ได้ถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมา ให้มีการจัดงาน &#8220;เทศกาลโคนมแห่งชาติ&#8221; ณ อ.ส.ค.สำนักงานใหญ่(บริเวณเชิงเขาตาแป้น) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ที่ได้พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่ปวงชนชาวไทย และเพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น วัตถุประสงค์การจัดงานวันโคนมแห่งชาติ เพื่อประชาสัมพันธ์อาชีพการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศตลอดจนเป็นเวทีในการพบปะแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีการเลี้ยง การผลิตระหว่างเกษตรกรและเป็นเวทีในการแสดงความก้าวหน้าเกี่ยวกับวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ไปสู่เกษตรกรอีกด้วย กิจกรรมในวันโคนมแห่งชาติ มีจัดกิจกรรม การประกวดโคนม นิทรรศการด้านโคนม เมืองคาวบอย [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.zabzaa.com/day/wp-content/uploads/2014/06/วันโคนมแห่งชาติ.jpg"><img src="http://www.zabzaa.com/day/wp-content/uploads/2014/06/วันโคนมแห่งชาติ.jpg" alt="วันโคนมแห่งชาติ" width="600" height="400" class="alignnone size-full wp-image-251" /></a></p>
<p><strong>วันโคนมแห่งชาติ 17 มกราคม ของทุกปี</strong></p>
<p>สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไป ทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน &#8220;วันโคนมแห่งชาติ&#8221; ประจำปี 2548 ณ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งชาติ (อสค.) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ </p>
<p>รัฐบาลได้กำหนดให้ วันที่ 17 มกราคมของทุกปีเป็นวัน &#8220;โคนมแห่งชาติ&#8221; เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงพระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่เกษตรกรไทย เพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น </p>
<p><strong>ความเป็นมาของวันโคนมแห่งชาติ</strong><br />
      คณะรัฐมนตรีกำหนดให้วันที่ 17 มกราคมของทุกปี เป็น &#8220;วันโคนมแห่งชาติ&#8221; ซึ่งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ได้ถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมา ให้มีการจัดงาน &#8220;เทศกาลโคนมแห่งชาติ&#8221; ณ อ.ส.ค.สำนักงานใหญ่(บริเวณเชิงเขาตาแป้น) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ที่ได้พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่ปวงชนชาวไทย และเพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น </p>
<p><strong>วัตถุประสงค์การจัดงานวันโคนมแห่งชาติ</strong><br />
      เพื่อประชาสัมพันธ์อาชีพการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศตลอดจนเป็นเวทีในการพบปะแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีการเลี้ยง การผลิตระหว่างเกษตรกรและเป็นเวทีในการแสดงความก้าวหน้าเกี่ยวกับวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ไปสู่เกษตรกรอีกด้วย </p>
<p><strong>กิจกรรมในวันโคนมแห่งชาติ</strong><br />
      มีจัดกิจกรรม การประกวดโคนม นิทรรศการด้านโคนม เมืองคาวบอย ท่องเที่ยวเชิงเกษตร สินค้า OTOP มอเตอร์โชว์ การจัดหน่ายผลิตภัณฑ์นมและปัจจัยการเลี้ยงโคนม มหรสพบันเทิงมากมาย มีกิจกรรมที่น่าสนใจจำนวนมาก อาทิ การประกวดโคนมประเภทต่างๆ การจัดนิทรรศการ เกี่ยวกับวิทยาการก้าวหน้าในการเลี้ยงโคนมและพัฒนาอุตสาหกรรมนมไทยในรูปแบบทันสมัย การจัดสัมมนาทางวิชาการเกี่ยวกับอุตสาหกรรมโคนมไทย ฯลฯ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช</title>
		<link>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a/</link>
		<comments>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Jun 2014 03:36:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Day]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[มกราคม]]></category>
		<category><![CDATA[ประดิษฐ์อักษรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พ่อขุนรามคำแหงมหาราช]]></category>
		<category><![CDATA[วันพ่อขุนรามคำแหง]]></category>
		<category><![CDATA[วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.zabzaa.com/day/?p=247</guid>
		<description><![CDATA[วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช 17 มกราคม ของทุกปี พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถที่ได้ทรงริเริ่มประดิษฐ์อักษรไทย พระราชประวัติพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พ่อขุนรามคำแหงทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์พระร่วง กรุงสุโขทัย หรืออีกพระนามที่ไม่ค่อยมีใครทราบ คือ พ่อขุนรามราช ในขณะที่พระองค์มีพระชนมายุ 19 พรรษา ได้เสด็จเข้าร่วมกองทัพกับพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ผู้เป็นบิดา ไปป้องกันเมืองตากและได้สู้รบกับขุนสามชน จนได้รับชัยชนะ ด้วยความกล้าหาญในครั้งนั้นทำให้พ่อขุนศรีอินทราทิตย์พระราชทานนามให้ว่า รามคำแหง ที่มีความหมายว่า รามผู้กล้าหาญเข้มแข็งในการรบ ภายหลังพ่อขุนรามคำแหงมหาราชก็ได้ขึ้นครองกรุงสุโขทัยสืบต่อมา ในรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ถือว่าเป็นช่วงสมัยที่สุโขทัยมีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุด เพราะตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคม ที่สามารถค้าขายติดต่อกับบ้านเมืองต่าง ๆ ได้โดยรอบ และยังยอมเป็นเมืองผ่านทางการค้า โดยอนุญาตให้พ่อค้าเอาสินค้าไปค้าขายได้โดยไม่เก็บภาษี ทำให้มีคนมาค้าขายที่สุโขทัยเพิ่มขึ้น นอกจากนี้พระองค์ยังได้ทรงรวบรวมแคว้นต่าง ๆ เข้าด้วยกันจนเป็นราชอาณาจักรไทยที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่าทุกยุคสมัยที่ผ่านมา พระราชกรณียกิจอันเป็นคุณประโยชน์แก่ประโยชน์แก่ประเทศชาติของพระองค์ท่านล้วนแต่เป็นการวางรากฐานแห่งความเจริญไว้ให้แก่ประเทศชาติและปวงชนชาวไทยทุกคนสืบทอดต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนานมากว่า 718 ปี นอกจากพระราชกรณียกิจดูแลปกป้องบ้านเมือง การค้า และการรวบรวมแคว้นต่าง ๆ แล้ว พระองค์ยังทรงมีพระปรีชาสามารถทรงคิดประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นมา เมื่อประมาณปีพุทธศักราช 1826 ซึ่งถือว่าเป็นต้นกำเนิดของมรดกอันล้ำค่าที่คนไทยทุกคนรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นเอกลักษณ์ และความสละสลวย ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านในหลาย ๆ ด้าน ดังเช่นที่ได้กล่าวถึง ปวงชนชาวไทยทุกคนจึงได้พร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญาแด่พระองค์ท่านเป็น มหาราช พระองค์แรกของชาติไทย ทั้งนี้ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านจึงได้มีการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ท่านไว้เพื่อสักการะ [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.zabzaa.com/day/wp-content/uploads/2014/06/พ่อขุนรามคำแหงมหาราช.jpg"><img src="http://www.zabzaa.com/day/wp-content/uploads/2014/06/พ่อขุนรามคำแหงมหาราช.jpg" alt="พ่อขุนรามคำแหงมหาราช" width="700" height="525" class="alignnone size-full wp-image-248" /></a></p>
<p>วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช 17 มกราคม ของทุกปี <strong>พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถที่ได้ทรงริเริ่มประดิษฐ์อักษรไทย</strong></p>
<p><strong>พระราชประวัติพ่อขุนรามคำแหงมหาราช</strong> </p>
<p>            พ่อขุนรามคำแหงทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์พระร่วง กรุงสุโขทัย หรืออีกพระนามที่ไม่ค่อยมีใครทราบ คือ พ่อขุนรามราช ในขณะที่พระองค์มีพระชนมายุ 19 พรรษา ได้เสด็จเข้าร่วมกองทัพกับพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ผู้เป็นบิดา ไปป้องกันเมืองตากและได้สู้รบกับขุนสามชน จนได้รับชัยชนะ ด้วยความกล้าหาญในครั้งนั้นทำให้พ่อขุนศรีอินทราทิตย์พระราชทานนามให้ว่า รามคำแหง ที่มีความหมายว่า รามผู้กล้าหาญเข้มแข็งในการรบ ภายหลังพ่อขุนรามคำแหงมหาราชก็ได้ขึ้นครองกรุงสุโขทัยสืบต่อมา </p>
<p>            ในรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ถือว่าเป็นช่วงสมัยที่สุโขทัยมีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุด เพราะตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคม ที่สามารถค้าขายติดต่อกับบ้านเมืองต่าง ๆ ได้โดยรอบ และยังยอมเป็นเมืองผ่านทางการค้า โดยอนุญาตให้พ่อค้าเอาสินค้าไปค้าขายได้โดยไม่เก็บภาษี ทำให้มีคนมาค้าขายที่สุโขทัยเพิ่มขึ้น </p>
<p>            นอกจากนี้พระองค์ยังได้ทรงรวบรวมแคว้นต่าง ๆ เข้าด้วยกันจนเป็นราชอาณาจักรไทยที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่าทุกยุคสมัยที่ผ่านมา พระราชกรณียกิจอันเป็นคุณประโยชน์แก่ประโยชน์แก่ประเทศชาติของพระองค์ท่านล้วนแต่เป็นการวางรากฐานแห่งความเจริญไว้ให้แก่ประเทศชาติและปวงชนชาวไทยทุกคนสืบทอดต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนานมากว่า 718 ปี </p>
<p>            นอกจากพระราชกรณียกิจดูแลปกป้องบ้านเมือง การค้า และการรวบรวมแคว้นต่าง ๆ แล้ว พระองค์ยังทรงมีพระปรีชาสามารถทรงคิดประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นมา เมื่อประมาณปีพุทธศักราช 1826 ซึ่งถือว่าเป็นต้นกำเนิดของมรดกอันล้ำค่าที่คนไทยทุกคนรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นเอกลักษณ์ และความสละสลวย ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านในหลาย ๆ ด้าน ดังเช่นที่ได้กล่าวถึง ปวงชนชาวไทยทุกคนจึงได้พร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญาแด่พระองค์ท่านเป็น มหาราช พระองค์แรกของชาติไทย</p>
<p>            ทั้งนี้ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านจึงได้มีการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ท่านไว้เพื่อสักการะ ณ บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ จังหวัดสุโขทัย โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ประกอบพิธีอัญเชิญดวงพระวิญญาณของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช จากศาลพระแม่ย่าไปสถิต ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ฯ แล้วทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528</p>
<p>            ถัดมาประมาณสามปีคือ ปี พ.ศ.2531 สำนักงานสภาจังหวัดสุโขทัย ได้มีหนังสือเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ขอให้มีการกำหนดวันพ่อขุนรามคำแหงมหาราชขึ้น โดยถือเอาวันที่ 17 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงประกอบพระราชพิธีและทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ เป็น วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช</p>
<p>            ต่อมาได้มีการพิจารณาทบทวนเรื่องการกำหนดวันสำคัญทางประวัติศาสตร์โดยคำนึงถึงความเหมาะสม และความถูกต้องตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ซึ่งทางคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ได้เสนอความคิดเห็นว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพบหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ในวันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2376 จึงได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี ลงมติอนุมัติการกำหนดวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติได้ให้วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2533 เป็นวันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ซึ่งถือว่าเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ซึ่งถูกกำหนดขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกนั่นเอง</p>
<p><strong>กิจกรรมวันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช</strong></p>
<p>            ในวันที่ 17 มกราคมของทุกปี หลาย ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้จัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติพ่อขุนรามคำแหงมหาราชขึ้น เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน อาทิ มหาวิทยาลัยรามคำแหง </p>
<p>            สำหรับมหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้น เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ได้อัญเชิญพระนามพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มาตั้งเป็นชื่อของมหาวิทยาลัย โดยในวันที่ 17 มกราคมของทุกปี ทางมหาวิทยาลัยจะมีการจัดให้มีพิธีบวงสรวง และพิธีสักการะพระบรมรูปของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ซึ่งประดิษฐาน ณ บริเวณ ลานพ่อขุน ซึ่งถือว่าเป็นจุดศูนย์กลางของมหาวิทยาลัยนั่นเอง</p>
<p><strong>จังหวัดสุโขทัย</strong> </p>
<p>            ที่จังหวัดสุโขทัยจะมีการจัดงานวันพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็นประจำทุกปี โดยในงานจะประกอบไปด้วย พิธีบวงสรวงพ่อขุนรามคำแหงมหาราช, ขบวนแห่สักการะพ่อขุนรามคำแหงมหาราช, การแสดงศิลปะพื้นบ้าน, พิธีสวดสรภัญญะ ฯลฯ ทั้งนี้งานจะจัดขึ้นที่บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย โรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม โดยจะมีโชว์การแสดงช้างศึกและศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวอีกด้วย</p>
<p>            ทั้งหมดนี้คือความเป็นมาของวันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระราชบิดาแห่งอักษรไทย ผู้ทรงสร้างเอกลักษณ์ให้คนไทยได้มีตัวอักษรใช้มาจนจวบทุกวันนี้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ</title>
		<link>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/</link>
		<comments>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Jun 2014 03:27:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Day]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[มกราคม]]></category>
		<category><![CDATA[กรมป่าไม้]]></category>
		<category><![CDATA[วันป่าไม้]]></category>
		<category><![CDATA[วันสำคัญของไทย]]></category>
		<category><![CDATA[วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.zabzaa.com/day/?p=244</guid>
		<description><![CDATA[ป่าไม้เป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติ ให้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ประชาชน ช่วยรักษาความสมดุลของสภาวะแวดล้อมและป้องกันภัยธรรมชาติ การตัดไม้ทำลายป่าจะนำความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ เช่น อุทกภัยที่ตำบลกระทูน อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ. 2531 และวาตภัยจากพายุเกย์ที่จังหวัดชุมพร เมื่อ พ.ศ.2531 และวาตภัยจากพายุเกย์ที่จังหวัดชุมพร เมื่อ พ.ศ. 2532 สาเหตุทำให้เกิดภัยธรรมชาติครั้งนั้น ส่วนหนึ่งคงมาจากการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าจนทำให้เกิดความเสียหายต่อสภาพป่าไม้ของชาติ ทำให้เกิดความไม่สมดุลทางภาวะแวดล้อมขึ้น จนถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน การแก้ไขปัญหาการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งถือเป็นปัญหาพื้นฐานที่สำคัญของประเทศปัญหาหนึ่งนั้น จำเป็นต้องทำการรณรงค์อย่างต่อเนื่องและระยะยาว ให้ประชาชนได้เข้าใจและให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และได้เกิดความตระหนักต่ออันตรายซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการตัดไม้ทำลายป่าให้ได้ ดังนั้น ทางราชการจึงได้กำหนดให้มีวันสำคัญเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้ขึ้นมา โดยถือเอาวันที่ 14 มกราคม ของทุกปี เป็น &#8220;วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ&#8221; ความเป็นมา วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีหนังสือ ด่วนมาก ที่ กษ 0709/382 ลงวันที่ 4 มกราคม 2533 เรียนเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ขออนุมัติให้วันที่ 14 มกราคม ของทุกปี เป็น วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ โดยพิจารณาว่า [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.zabzaa.com/day/wp-content/uploads/2014/06/วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ.jpg"><img src="http://www.zabzaa.com/day/wp-content/uploads/2014/06/วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ.jpg" alt="วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ" width="600" height="437" class="alignnone size-full wp-image-245" /></a></p>
<p>ป่าไม้เป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติ ให้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ประชาชน ช่วยรักษาความสมดุลของสภาวะแวดล้อมและป้องกันภัยธรรมชาติ การตัดไม้ทำลายป่าจะนำความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ เช่น อุทกภัยที่ตำบลกระทูน อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ.  2531  และวาตภัยจากพายุเกย์ที่จังหวัดชุมพร เมื่อ  พ.ศ.2531 และวาตภัยจากพายุเกย์ที่จังหวัดชุมพร เมื่อ พ.ศ. 2532  สาเหตุทำให้เกิดภัยธรรมชาติครั้งนั้น ส่วนหนึ่งคงมาจากการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าจนทำให้เกิดความเสียหายต่อสภาพป่าไม้ของชาติ ทำให้เกิดความไม่สมดุลทางภาวะแวดล้อมขึ้น จนถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน</p>
<p>            การแก้ไขปัญหาการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งถือเป็นปัญหาพื้นฐานที่สำคัญของประเทศปัญหาหนึ่งนั้น  จำเป็นต้องทำการรณรงค์อย่างต่อเนื่องและระยะยาว ให้ประชาชนได้เข้าใจและให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และได้เกิดความตระหนักต่ออันตรายซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการตัดไม้ทำลายป่าให้ได้</p>
<p>            ดังนั้น ทางราชการจึงได้กำหนดให้มีวันสำคัญเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้ขึ้นมา โดยถือเอาวันที่  14  มกราคม ของทุกปี เป็น &#8220;<strong>วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ</strong>&#8221;</p>
<p><strong>ความเป็นมา วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ</strong></p>
<p>            กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีหนังสือ ด่วนมาก ที่ กษ 0709/382 ลงวันที่ 4 มกราคม 2533 เรียนเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ขออนุมัติให้วันที่ 14 มกราคม ของทุกปี เป็น วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ โดยพิจารณาว่า เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2532 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไภยในพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม  พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2484 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504  พระราชกำหนดดังกล่าวได้ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยความเห็นของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจสั่งการให้สัมปทานป่าไม้สิ้นสุดลงทั้งแปลงได้ อันเนื่องมาจากอุทกภัยภาคใต้ ที่เกิดขึ้นเมื่อเดินพฤศจิกายน  2531 โดยเฉพาะที่ตำบลกระทูน อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช นอกจากจะทำให้ประชาชนได้รับความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินแล้ว ยังก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งด้านจิตใจ และเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง  </p>
<p>            และคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งการให้สัมปทานหวงห้ามทุกชนิด (เว้นสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน) ตาม  พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ.2484 ทุกสัมปทานสิ้นสุดลงทั้งแปลง มีผลให้การทำไม้สัมปทาน จำนวน 276 ป่า เนื้อที่ 96,728,981 ไร่ ยุติลงโดยสิ้นเชิง ทำให้ต้นไม้ในป่าสัมปทานไม่ถูกตัดฟัน  และทำการอนุรักษ์ป่าไม้สำหรับใช้สอยในอนาคตได้ คิดเป็นเนื้อไม้โดยเฉลี่ยปีละ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร  จนทำให้รัฐบาลได้รับคำชมเชยจากนานาประเทศเป็นอย่างมาก เพราะการระงับการทำไม้ดังกล่าว มีส่วนโดยตรงในการสนับสนุนมาตรการป้องกันมลภาวะของโลก  </p>
<p>            อีกทั้งระหว่างวันที่  3-4  พฤศจิกายน พ.ศ.2532 พายุโซนร้อนเกย์ ได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตแล ทรัพย์สินของประชาชนในภายใต้ โดยเฉพาะจังหวัดชุมพรอีกครั้งหนึ่ง จนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงมีพระราชดำรัส และพระราชทานพระบรมราโชวาท เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม  2532 โดยสรุปว่า ทรงห่วงใยในสภาพแวดล้อมของประเทศ ขอให้แก้ไขอย่างจริงจังด้วยการเผาให้น้อยลง และปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น</p>
<p>            ดังนั้น  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงพิจารณาแล้วเห็นว่า ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่ง มาจากสาเหตุการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งถือเป็นปัญหาพื้นฐานที่สำคัญ จำเป็นต้องทำการรณรงค์ต่อเนื่องและระยะยาวให้ประชาชนตระหนักและให้ความสำคัญต่ออันตราย และผลกระทบของการตัดไม้ทำลายป่า โดยรัฐต้องสร้างความสำนึกให้กับประชาชนเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดไม้ทำลายป่า จึงขออนุมัติกำหนดให้วันที่ 14 มกราคม ของทุกปี  เป็น วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ และคณะรัฐมนตรีได้ลงมติเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2533 กำหนดให้วันที่  14  มกราคม เป็น วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ  </p>
<p>            ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนระลึกถึงผลเสียที่เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า  ซึ่งทำให้ประชาชนภาคใต้และภาคอื่น ๆ เสียชีวิตและทรัพย์สินดังกล่าวแล้ว  นอกจากนี้ ยังจะได้ระลึกถึงมาตรการอันเด็ดขาดของรัฐบาลที่สั่งให้ปิดป่าระงับการทำไม้ในป่าสัมปทาน โดยไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญในประวัติการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วันการบินแห่งชาติ</title>
		<link>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/</link>
		<comments>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Jun 2014 03:09:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Day]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[มกราคม]]></category>
		<category><![CDATA[13 มกราคม]]></category>
		<category><![CDATA[วันการบิน]]></category>
		<category><![CDATA[วันการบินแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[วันสำคัญของไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.zabzaa.com/day/?p=241</guid>
		<description><![CDATA[ความเป็นมา วันการบินแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2454 ที่ จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ถึงความจำเป็นและประโยชน์ของเครื่องบินที่ต้องมีไว้เพื่อป้องกันประเทศ จึงมีคำสั่งให้นายทหาร 3 นาย คือ พลอากาศโทพระยาเฉลิมอากาศ, นาวาอากาศเอก พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ และนาวาอากาศเอก พระยาทะยานพิฆาต ไปเรียนวิชาการบินที่ประเทศฝรั่งเศส ในระหว่างที่นายทหารทั้ง 3 นายเดินทางไปศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศสนั้น ทางการก็ได้สั่งซื้อเครื่องบินเป็นครั้งแรกจากฝรั่งเศส มาจำนวน 7 ลำ ประกอบด้วย เครื่องบินแบบเบรเกต์ปีก 2 ชั้น จำนวน 3 เครื่อง และเครื่องบินแบบนิเออปอร์ตปีกชั้นเดียว จำนวน 4 เครื่อง เข้าไว้ประจำการ นอกจากนี้ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (ชุ่ม อภัยวงศ์) ยังได้อุทิศทรัพย์ส่วนตัว ซื้อเครื่องบินแบบเบรเกต์ให้ราชการไว้ใช้งานอีก 1 เครื่อง ด้วยเห็นว่าเครื่องบินสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในทางราชการได้ ทำให้ในยุคแรก ประเทศไทยมีเครื่องบินประจำการ จำนวน [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.zabzaa.com/day/wp-content/uploads/2014/06/plane13-jan.jpg"><img src="http://www.zabzaa.com/day/wp-content/uploads/2014/06/plane13-jan.jpg" alt="วันการบินแห่งชาติ 13 มกราคม" width="400" height="190" class="alignnone size-full wp-image-242" /></a></p>
<p><strong>ความเป็นมา วันการบินแห่งชาติ</strong></p>
<p>ปี พ.ศ. 2454 ที่ จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ถึงความจำเป็นและประโยชน์ของเครื่องบินที่ต้องมีไว้เพื่อป้องกันประเทศ จึงมีคำสั่งให้นายทหาร 3 นาย คือ พลอากาศโทพระยาเฉลิมอากาศ, นาวาอากาศเอก พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ และนาวาอากาศเอก พระยาทะยานพิฆาต ไปเรียนวิชาการบินที่ประเทศฝรั่งเศส </p>
<p>          ในระหว่างที่นายทหารทั้ง 3 นายเดินทางไปศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศสนั้น ทางการก็ได้สั่งซื้อเครื่องบินเป็นครั้งแรกจากฝรั่งเศส มาจำนวน 7 ลำ ประกอบด้วย เครื่องบินแบบเบรเกต์ปีก 2 ชั้น จำนวน 3 เครื่อง และเครื่องบินแบบนิเออปอร์ตปีกชั้นเดียว จำนวน 4 เครื่อง เข้าไว้ประจำการ นอกจากนี้ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (ชุ่ม อภัยวงศ์) ยังได้อุทิศทรัพย์ส่วนตัว ซื้อเครื่องบินแบบเบรเกต์ให้ราชการไว้ใช้งานอีก 1 เครื่อง ด้วยเห็นว่าเครื่องบินสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในทางราชการได้ ทำให้ในยุคแรก ประเทศไทยมีเครื่องบินประจำการ จำนวน 8 เครื่อง</p>
<p>หลังสำเร็จการศึกษานายทหาร นักบินทั้ง 3 นาย ได้กลับมาทดลองบินครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2456 ซึ่งนายทหารนักบินทั้ง 3 นาย สามารถขับเครื่องบินและร่อนลงจอดได้เป็นอย่างดี ท่ามกลางเสียงชื่นชมของผู้ชมจำนวนมากที่มารอชม เนื่องจากในสมัยนั้น การขึ้นบินบนท้องฟ้าถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง ผู้ที่สามารถขับเครื่องบินได้จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้กล้าหาญ และถือเป็นเกียรติประวัติที่ควรได้รับการสรรเสริญ</p>
<p>          ในเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสถาปนาแผนกการบินขึ้นในกระทรวงกลาโหม เป็นผลให้กิจการการบินไทยได้รับการพัฒนาขึ้นมาตามลำดับ จากนั้น ในวันที่ 13 มกราคม 2456 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จทอดพระเนตรการบิน โดยมีนายทหารนักบินขึ้นแสดงการบินถวายและโปรยกระดาษถวายพระพรชัยมงคล ในการนี้ก็มีเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ข้าราชการ และประชาชนมาร่วมเฝ้าเสด็จและชมการแสดงการบินในครั้งนี้ด้วย </p>
<p>          ในอดีตกิจการบินของไทยได้เจริญก้าวหน้าถึงขั้นสามารถสร้างอากาศยานใช้ในราชการได้ และหลังเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 การบินของไทยก็ได้ช่วยสร้างประโยชน์มากมาย อาทิ เช่น ป้องกันประเทศ (สงครามอินโดจีน ฯลฯ) ช่วยเหลือผู้ป่วย, ช่วยเหลือประชาชนเมื่อประสบภัยพิบัติ (โรคระบาด อุทกภัย ฯลฯ) และช่วยทำให้เศรษฐกิจ ธุรกิจ สังคม การเดินทาง ขนส่งไปรษณีย์ และสินค้าได้รวดเร็วจนพัฒนามาเป็นสายการบินระหว่างประเทศ </p>
<p>นับได้ว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นผู้ริเริ่มและมีสายพระเนตรยาวไกลต่อกิจการการบิน กระทั่งด้รับการพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี ขอให้กำหนดวันการบินแห่งชาติขึ้น เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อกิจการการบินของชาติ</p>
<p>          กระทั่ง ในวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2537 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบกำหนดให้วันที่ 13 มกราคมของทุกปีเป็นวันการบินแห่งชาติ โดยเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2538 เป็นต้นมา เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และในวันนี้ได้มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้ทราบถึงประวัติความเป็นมาของการบินไทย และคุณประโยชน์ของกิจการการบิน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วันตรุษจีน</title>
		<link>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99/</link>
		<comments>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 30 Jan 2014 04:03:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Day]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[มกราคม]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดของไหว้]]></category>
		<category><![CDATA[การไหว้เจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ตรุษจีน]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติวันตรุษจีน]]></category>
		<category><![CDATA[ปีใหม่จีน]]></category>
		<category><![CDATA[วันตรุษจีน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.zabzaa.com/day/?p=237</guid>
		<description><![CDATA[วันตรุษจีน วันตรุษจีน เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของจีนนั้น เป็นวันที่ 1 เดือน 1 ของจีนตามวันทาง จันท-คติ ถือเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ของปี และเป็นวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งจีนจะแบ่งเวลา 1 ปี เป็น 4 ฤดูคือ ชุง แห่ ชิว ตัง วันตรุษจีนจะเป็นวันแรกของฤดูชุง หรือฤดูใบไม้ผลิ ตรงกับเดือนที่ 1,2,3 ของปีเป็นช่วงเวลาที่อากาศดีที่สุด คือ ไม่ร้อน ไม่หนาว และไม่มีฝน วันตรุษจีนจึงมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า &#8221; วันชุงเจ๋&#8221; เนื่องจากประเทศจีนเป็นประเทศเกษตรกรรมมาแต่ โบราณ เมื่อหมดหน้าหนาวที่ทำการเพาะปลูกไม่ได้ มาเข้าฤดูใบไม้ผลิที่อากาศดี จะได้เริ่มต้นทำนา ทำสวน จึงมีการบวงสรวงต่อเทพยดา เซ่นไหว้บรรพบุรุษ อธิษฐานให้ได้พืชผลอุดมสมบูรณ์ ให้กิจการงานก้าวหน้า ตรงนี้น่าจะเป็นที่มาของตำนานการไหว้เจ้าในวันตรุษจีน ที่เรียกว่า &#8220;ง่วงตั้งโจ่ย&#8221; แต่เนื่องจากธรรมเนียม การไหว้วันตรุษจีนจะต่อเนื่องกันมาจากวันไหว้สิ้นปี และมีธรรมเนียม การทำความสะอาดบ้านก่อนหน้าอีกด้วย จึงขออธิบายเป็นเรื่องสืบเนื่องต่อกันว่า การดูวันทางจีนจะเป็นแบบจันทรคติ บางเดือนมี 29 วัน [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.zabzaa.com/day/wp-content/uploads/2014/01/วันตรุษจีน.jpg"><img src="http://www.zabzaa.com/day/wp-content/uploads/2014/01/วันตรุษจีน.jpg" alt="วันตรุษจีน" width="650" height="441" class="alignnone size-full wp-image-238" /></a></p>
<p><strong>วันตรุษจีน</strong></p>
<p>วันตรุษจีน เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของจีนนั้น เป็นวันที่ 1 เดือน 1 ของจีนตามวันทาง จันท-คติ ถือเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ของปี และเป็นวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งจีนจะแบ่งเวลา 1 ปี เป็น 4 ฤดูคือ ชุง แห่ ชิว ตัง</p>
<p>วันตรุษจีนจะเป็นวันแรกของฤดูชุง หรือฤดูใบไม้ผลิ ตรงกับเดือนที่ 1,2,3 ของปีเป็นช่วงเวลาที่อากาศดีที่สุด คือ ไม่ร้อน ไม่หนาว และไม่มีฝน วันตรุษจีนจึงมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า &#8221; วันชุงเจ๋&#8221; เนื่องจากประเทศจีนเป็นประเทศเกษตรกรรมมาแต่ โบราณ เมื่อหมดหน้าหนาวที่ทำการเพาะปลูกไม่ได้ มาเข้าฤดูใบไม้ผลิที่อากาศดี จะได้เริ่มต้นทำนา ทำสวน จึงมีการบวงสรวงต่อเทพยดา เซ่นไหว้บรรพบุรุษ อธิษฐานให้ได้พืชผลอุดมสมบูรณ์ ให้กิจการงานก้าวหน้า ตรงนี้น่าจะเป็นที่มาของตำนานการไหว้เจ้าในวันตรุษจีน ที่เรียกว่า &#8220;ง่วงตั้งโจ่ย&#8221;</p>
<p>แต่เนื่องจากธรรมเนียม การไหว้วันตรุษจีนจะต่อเนื่องกันมาจากวันไหว้สิ้นปี และมีธรรมเนียม การทำความสะอาดบ้านก่อนหน้าอีกด้วย จึงขออธิบายเป็นเรื่องสืบเนื่องต่อกันว่า การดูวันทางจีนจะเป็นแบบจันทรคติ บางเดือนมี 29 วัน เรียกว่าเดือนสั้น หรือบางเดือนมี 30 วัน เรียกว่าเดือนยาว ทำให้ เดือน 12 ของแต่ละปี บางครั้งก็มี 29 วัน บางปีก็มี 30 วัน แต่คนไทยจะติดเป็นความเคยชินว่า วันสิ้นปีจะเป็น วันที่ 31 แต่ของวันจีนจะไม่ใช่ ตรงนี้ต้องระวัง พอใกล้ ๆ จะถึงสิ้นปี ชาวจีนจะนิยมทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ เรียกว่า ล้างบ้านพานหยากไย่กันแทบทุกซอกมุม</p>
<p>ครั้นพอถึงช่วงเทศกาล จะมีการหยุดงาน หยุดกิจการค้า เพื่อทำพิธีไหว้เจ้าที่ ต้องไหว้ 2 วันซ้อน ซึ่งมีไหว้กลางดึกด้วยนอกจากนี้ก็จะได้ใช้เวลาในช่วงนี้ไปเยี่ยมคารวะผู้ใหญ่ญาติมิตรที่เคารพนับถือและเที่ยว พักผ่อน จึงมีสำนวน &#8220;วันจ่าย วันไหว้ วันถือ&#8221; ให้ลูกไทยแท้สงสัยว่า วันไหนคือวันไหน</p>
<p><strong>วันจ่าย</strong> คือ วันก่อนสิ้นปี 1 วัน ใครจะต้องซื้อหาเตรียมของอะไรแล้วยังไม่เรียบร้อย ก็ให้ทำ ให้เสร็จในวันจ่ายก่อนที่ร้านค้าจะหยุดยาว ซึ่งในวันนี้รถจะติดยาวในย่านเยาวราช เพราะเป็นแหล่งที่ชาวจีนนิยมไปซื้อของไหว้และของใช้อื่น ๆ</p>
<p><strong>วันไหว้</strong> คือ การไหว้ในวันสิ้นปี จะเป็นการไหว้เจ้าที่ในตอนเช้า ตามด้วยการไหว้บรรพบุรุษ ในตอนสาย แล้วไหว้ผีไม่มีญาติในตอนบ่าย ซึ่งการไหว้ผีไม่มีญาตินี้ บางบ้านก็ไม่นิยมไหว้ เช่น ที่บ้านผู้เขียนเอง  อาม้าจะไม่ไหว้ผีไม่มีญาติ</p>
<p><strong>การไหว้เจ้า</strong><br />
การไหว้เจ้าเป็นธรรมเนียมประเพณีที่ลูกหลานจีน ปฏิบัติสืบทอดกันมาตามความเชื่อที่จะต้องไหว้เจ้าที่ และไหว้บรรพบุรุษเพื่อให้เป็นสิริมงคล และนำมาซึ่งความสุขความเจริญแก่ครอบครัว ในปีหนึ่งจะมีการไหว้เจ้า 8 ครั้ง คือ</p>
<p>ไหว้ครั้งแรกของปี ไหว้เดือน 1 วันที่ 1 คือ ตรุษจีน เรียกว่า “ง่วงตั้งโจ่ย”<br />
ไหว้ครั้งที่สอง ไหว้เดือน 1 วันที่ 15 เรียกว่า “ง่วงเซียวโจ่ย”<br />
ไหว้ครั้งที่สาม ไหว้เดือน 3 วันที่ 4 เรียกว่า “ไหว้เช็งเม้ง” เป็นประเพณีที่ลูกหลานไปไหว้บรรพบุรุษที่ฮวงซุ้ย<br />
ไหว้ครั้งที่สี่ ไหว้เดือน 5 วันที่ 5 เรียกว่า “โหงวเหว่ยโจ่ย” เป็นเทศกาลไหว้ขนมจ้าง<br />
ไหว้ครั้งที่ห้า ไหว้เดือน 7 วันที่ 15 คือ ไหว้สารทจีนเรียกว่า “ตงง้วงโจ่ย”<br />
ไหว้ครั้งที่หก ไหว้เดือน 8 วันที่ 15 เรียกว่า “ตงชิวโจ่ย” ที่คนทั่วไปรู้จักกันดีว่า ไหว้พระจันทร์<br />
ไหว้ครั้งที่เจ็ด ไหว้เดือน 11 ไม่กำหนดวันแน่นอน เรียกว่า “ไหว้ตังโจ่ย”<br />
ไหว้ครั้งที่แปด ไหว้เดือน 12 วันสิ้นปี เรียกว่า ไหว้สิ้นปี หรือ “ก๊วยนี้โจ่ย”</p>
<p>ส่วนการไหว้วันตรุษจีน เรียกว่า การไหว้วันชิวอิด  สำหรับผู้ที่เคร่งธรรมเนียมมาก ๆ จะไหว้ ตามฤกษ์ยามที่ต้องคอยอ่านจาก &#8220;แหล่ยิกเท้า&#8221; ว่าจะต้องไหว้ &#8220;ไช้ซิ้งเอี๊ย&#8221; หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภในเวลาอะไร และตั้งโต๊ะไหว้อย่างไร เช่นในปี 2537 ที่ผ่านมา ให้ตั้งโต๊ะไหว้ &#8220;ไช้ซิ้งเอี๊ย&#8221; ที่หน้าบ้าน ถ้าบ้านมีบริเวณก็ให้ไหว้ที่กลางแจ้ง แล้วหันโต๊ะไหว้ในทางทิศตะวันตก ทำพิธีจุดธูปไหว้ระหว่างเวลา 01.00-03.00 น.</p>
<p>การไหว้ไช้ซิ้งเอี๊ยนี้ เพื่อขอพรท่านให้ครอบครัวของเราโชคดีตลอดปี เมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันตรุษจีน จึงไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งบางบ้านนิยมไหว้อาหารเจ ส้ม และขนมอี๊ และบางบ้านที่เคร่งธรรมเนียม ผู้ใหญ่จะกินเจ 1 มื้อหรืออาจกินเจทั้งวัน </p>
<p><strong>การจัดของไหว้</strong><br />
ถ้าจัดใหญ่ นิยมเป็นตัวเลข 5 คือ มีของคาว 5 อย่าง เรียกว่า “โหงวแซ” ประกอบด้วย หมู ไก่ ตับ ปลา และกุ้งมังกร แต่เนื่องจากกุ้งมังกรนั้นแพงและหาไม่ง่าย จึงนิยมไหว้เป็ดหรือปลาหมึกแห้งแทน ของหวาน 5 อย่าง เรียกว่า “โหงวเปี้ย” อาจเป็นซาลาเปาไส้หวาน ขนมไข่ ขนมถ้วยฟู ขนมกุยช่าย และขนมจันอับ ผลไม้ 5 อย่าง เรียกว่า “โหงวก้วย”<br />
ถ้าจัดเล็ก ก็เป็นชุดละ 3 อย่าง มีของคาว 3 อย่างเรียกว่า “ซาแซ” ของหวาน 3 อย่าง เรียกว่า “ซาเปี้ย” ผลไม้ 3 อย่าง เรียกว่า “ซาก้วย” หรือจะมีแค่อย่างเดียวก็ได้</p>
<p><strong>ผลไม้ที่นิยมกันมากที่ใช้ในการไหว้</strong><br />
ผลไม้ไหว้ วันตรุษจีน ส้ม เรียกว่า “ไต้กิก” แปลว่า โชคดี<br />
ผลไม้ไหว้ วันตรุษจีน องุ่น เรียกว่า “พู่ท้อ” แปลว่า งอกงาม<br />
ผลไม้ไหว้ วันตรุษจีน สับปะรด เรียกว่า “อั้งไล้” แปลว่า มีโชคมาหา<br />
ผลไม้ไหว้ วันตรุษจีน กล้วย มีความหมายถึง การมีลูกหลานสืบสกุล</p>
<p><strong>การจุดเทียนก็เพื่ออวยพรให้ชีวิตรุ่งเรือง</strong><br />
วันถือ คือ วันตรุษจีน โดยถือกันว่าในวันนี้ทุกคนจะพูดและทำแต่สิ่งที่เป็นมงคล เช่น ไม่มีการพูดว่ากัน แต่จะกล่าวคำอวย พร&#8221;ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้&#8221; แปลเป็นไทยคือ ขอให้โชคดีปีใหม่นั่นเอง การถืออื่น ๆ ที่นิยมว่าถือกัน เช่น ห้ามจับไม้กวาดกวาดบ้าน เพราะอาจเป็นการกวาดสิ่งดีๆ ในบ้านออกไปแล้วกวาดสิ่งไม่ดี เข้ามา  วันถือนี้ บางคนก็เรียกวันเที่ยว ซึ่งคงมาจากธรรมเนียมการแต๊ะเอีย ที่พอลูกหลานและลูกจ้างได้เงินแต๊ะเอีย ที่เปรียบได้กับ โบนัสพิเศษ ก็ไปเที่ยวกัน</p>
<p>อย่างไรก็ตามในวันตรุษจีนถือเป็นธรรมเนียมที่จะต้องไปไหว้ญาติผู้ใหญ่ เรียกว่า &#8220;ไป๊เจีย&#8221;และมีการหิ้วส้มไปแลกเปลี่ยนกัน เพราะส้มนี้มีคำจีนเรียกว่า &#8220;ไต้กิก&#8221; แปลว่า โชคดี การแลกส้ม จึงมีความนัยว่าเอาความโชคดีมามอบให้แก่กัน พร้อมคำอวยพร โดยนิยมกันว่า เอาส้ม 4 ผล ใส่ผ้า เช็ดหน้าผืนใหญ่มาส่งให้เจ้าบ้าน เจ้าบ้านจะรับไว้แล้วนำส้ม 2 ผล ของแขกขึ้นมาเปลี่ยนเอาส้ม 2 ผล ของที่บ้านผลัดให้แทน บางบ้านที่ใช้ขนมอี๊ไหว้เจ้า ก็อาจมีการเตรียมขนมอี๊ไว้เลี้ยงแขกด้วย</p>
<p>อี๊ คือ ขนมบัวลอยจีน ใช้แป้งข้าวเหนียวนวดจนได้ที่ ผสมสีแดง ซึ่งเป็นสีแห่งมงคล แต่ใส่นิดเดียวพอให้เป็นสีชมพูดูน่ากิน ต้มใส่น้ำเชื่อม ความกลมนุ่มที่เคี้ยวง่ายของขนม มีความหมายว่าให้โชคดี คิดทำสิ่งใดก็ให้ง่ายและราบรื่น</p>
<p>ส่วนธรรมเนียมการแต๊ะเอียนั้น จะมีเฉพาะบ้านที่มีฐานะดี การให้นี้ คือ นายจ้างให้ลูกจ้าง กับให้กันเองในครอบครัวว่าพ่อแม่ให้ลูกหลาน แต่ถ้าลูกได้ทำงานแล้ว หรือออกเรือนแล้ว ก็จะเป็นฝ่ายให้พ่อแม่ ซึ่งพ่อแม่ที่ฐานะดี ก็มักจะแต๊ะเอีย กลับคืนมาในจำนวนที่เท่ากัน หรือเพิ่มให้มากขึ้น ได้แต่จะให้เป็นเงินของพ่อแม่เอง ไม่ใช่เอาเงินที่ลูกให้มานั้นให้กลับคืนมา ส่วนเขย สะใภ้ ตามธรรมเนียมก็ควรให้น้องสามีและน้องภรรยา ส่วนคน ที่มีศักดิ์เป็นลุง ป้า น้า อา ก็ควรมีแต๊ะเอียให้หลาน ๆ เช่นกัน ธรรมเนียมการแต๊ะเอียนี้ ผู้ใหญ่ที่พิถีพิถันจะเอาเงินใส่ซองแดงอย่างมีเคล็ด คือให้เป็น เลขที่ดีที่สุด เรียกว่า &#8220;ซี่ลี่&#8221; เพราะถือว่าเป็นเลขสิริมงคล ซี่ กับ สี่ คือเลข 4 ซี่สี่ ก็คือ คู่สี่ นั่นเอง </p>
<p>ตัวอย่างการให้แต๊ะเอียเป็นเลข &#8220;ซี่สี่&#8221; คือ 400 จะเป็นตัวเลข 4 กับแบงก์ร้อย 4 ใบ หรือจะให้เป็น 2 เท่า 3 เท่าของซี่สี่ เช่น 800 , 1200 ก็ได้ อีกเกร็ดหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับเทศกาลตรุษจีน คือ การเล่นไพ่ โดยเฉพาะการเล่นยี่อิด จะนิยมกันมากผู้ใหญ่หลายท่านถือเอาการเล่นไพ่ ในวันตรุษเป็นเรื่องเสี่ยงทาย ถ้าเล่นได้ก็ถือเป็นเคล็ดว่าตลอดปีใหม่นี้จะเฮงหรือโชคดี และที่พลาดไม่ได้ คือ การติดยันต์แผ่นใหม่ที่หน้าประตูบ้าน เพื่อเป็นสิริมงคลและคุ้มครองภัย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วันกองทัพไทย</title>
		<link>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/</link>
		<comments>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 30 Jan 2014 03:43:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Day]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[มกราคม]]></category>
		<category><![CDATA[กองทัพไทย]]></category>
		<category><![CDATA[วันกองทัพไทย]]></category>
		<category><![CDATA[วันยุทธหัตถี]]></category>
		<category><![CDATA[วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.zabzaa.com/day/?p=234</guid>
		<description><![CDATA[วันกองทัพไทย วันกองทัพไทย เป็นวันที่ระลึก ในวาระที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาของพม่า โดยถือเอาวันที่ 18 มกราคม ของทุกปีเป็นวันกองทัพไทย ตามการคำนวณ จากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ที่ระบุว่า พระองค์กระทำยุทธหัตถี ในวันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง จ.ศ. 954 คำนวณได้ ตรงกับวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2135 (บางตำราว่า ปี พ.ศ. 2136) เดิมกระทรวงกลาโหมได้กำหนดให้วันที่ 8 เมษายนของทุกปีเป็นวันกองทัพไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2523 ได้เปลี่ยนโดยให้ถือเอาวันที่ 25 มกราคม เป็นวันกองทัพไทย ตามมติของคณะรัฐมนตรี ในสมัยนั้น ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดวันกองทัพไทย และวันสถาปนากระทรวงกลาโหม ลง 13 มิ.ย.2523 ต่อมาในภายหลัง ได้มีนักประวัติศาสตร์ หลายท่าน ได้ตรวจสอบ และพบว่าวันที่ทรงกระทำยุทธหัตถีนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้ตรงกับวันที่ 25 [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.zabzaa.com/day/wp-content/uploads/2014/01/วันกองทัพไทย.jpg"><img src="http://www.zabzaa.com/day/wp-content/uploads/2014/01/วันกองทัพไทย.jpg" alt="วันกองทัพไทย" width="650" height="534" class="alignnone size-full wp-image-235" /></a></p>
<p><strong>วันกองทัพไทย</strong></p>
<p>     วันกองทัพไทย เป็นวันที่ระลึก ในวาระที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาของพม่า โดยถือเอาวันที่ 18 มกราคม ของทุกปีเป็นวันกองทัพไทย ตามการคำนวณ จากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ที่ระบุว่า พระองค์กระทำยุทธหัตถี ในวันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง จ.ศ. 954 คำนวณได้ ตรงกับวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2135 (บางตำราว่า ปี พ.ศ. 2136)</p>
<p>     เดิมกระทรวงกลาโหมได้กำหนดให้วันที่ 8 เมษายนของทุกปีเป็นวันกองทัพไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2523 ได้เปลี่ยนโดยให้ถือเอาวันที่ 25 มกราคม เป็นวันกองทัพไทย ตามมติของคณะรัฐมนตรี ในสมัยนั้น ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดวันกองทัพไทย และวันสถาปนากระทรวงกลาโหม ลง 13 มิ.ย.2523 ต่อมาในภายหลัง ได้มีนักประวัติศาสตร์ หลายท่าน ได้ตรวจสอบ และพบว่าวันที่ทรงกระทำยุทธหัตถีนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้ตรงกับวันที่ 25 มกราคม แต่น่าจะตรงกับวันที่ 18 มกราคม ปีดังกล่าว ทางราชการยังคงถือเอาวันที่ 25 มกราคม เป็นวันกองทัพไทยต่อไป จนกระทั่งวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2549 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบ ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ ให้เปลี่ยนแปลงกำหนดวันกองทัพไทยจากวันที่ 25 มกราคม ของทุกปีเป็นวันที่ 18 มกราคม ของทุกปี และอนุมัติให้เป็นวันหยุดราชการของกระทรวงกลาโหม ตามหลักการเดิม ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการเปลี่ยนแปลงวันกองทัพไทย ลง 23 ส.ค.2549 ในปัจจุบัน วันที่ 18 มกราคม จึงถือเป็น &#8220;วันยุทธหัตถี&#8221; &#8220;วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช&#8221; หรือ &#8221; วันกองทัพไทย &#8221;</p>
<p><strong>ความเป็นมาวันกองทัพไทย</strong><br />
     ในปีพุทธศักราช 2502 กระทรวงกลาโหมได้กำหนดให้วันที่ 8 เมษายน ซึ่งเป็นคล้ายวันสถาปนากระทรวงกลาโหม เป็นวันกองทัพไทย ครั้นต่อมาเมื่อ พ.ศ.2522 สมัยที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เห็นว่าวันกองทัพไทยควรเป็นวันที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่แสดงถึงความกล้าหาญและเสียสละ จึงได้กำหนดเอาวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีได้รับชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชา เป็นวันกองทัพไทย ซึ่งตรงกับวันที่ 25 มกราคม ของทุกปี</p>
<p>              วันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถี กับพระมหาอุปราชาแม่ทัพพม่า ซึ่งตรงกับวันเดือนปีของจันทรคติ คือวันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง ทั้งนี้ได้มีผู้คำนวณไว้ว่าตรงกับวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2136</p>
<p>              คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2523 กำหนดให้วันที่ 26 มกราคม ของทุกปี เป็นวันกองทัพไทย และอนุมัติให้เป็นวันหยุดราชการของกระทรวงกลาโหม โดยเริ่มใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 เป็นต้นมา</p>
<p>              พลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์ ซึ่งอดีตท่านเคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลขและคณะกรรมการที่ปรึกษาอีกหลายหน่วยงาน ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังในขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิพระดาบส ได้พบความคลาดเคลื่อนของวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถี และวันที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงปราบดาภิเษก </p>
<p>              จึงได้มีหนังสือพร้อมข้อมูลของวันกองทัพไทย เสนอไปสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กราบเรียนนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2539 เพื่อขอให้พิจารณาแก้ไข วันสำคัญทางประวัติศาสตร์ ของชาติไทยที่คลาดเคลื่อนให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทย 2 เรื่องคือ</p>
<p>              1. วันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถี กับพระมหาอุปราชา หรือ &#8220;วันกองทัพไทย&#8221; ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้ คือวันที่ 25 มกราคม ที่ถูกต้องคือ วันที่ 18 มกราคม</p>
<p>              2. วันที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตราธิราชของไทย ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้คือ วันที่ 28 ธันวาคม ที่ถูกต้องคือ วันที่ 27 ธันวาคม</p>
<p>              &#8211; สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ส่งเรื่องมอบให้คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งมี หม่อมเจ้าสุภัทรดิศดิศกุล เป็นประธานกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย พิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยมีผลการพิจารณาดังนี้</p>
<p>              &#8220;….คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้วมีความเห็นว่า</p>
<p>              1. วันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถี กับพระมหาอุปราชา หรือวัน &#8220;กองทัพไทย&#8221; ได้เคยมีการคำนวณไว้ เมื่อประมาณ 40 ปีมาแล้ว โดยหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ว่าตรงกับวันที่ 18 มกราคม และ ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร รองประธานกรรมการ ในคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย ได้คำนวณ และเขียนบทความไว้ว่าตรงกับวันที่ 18 มกราคม เช่นกัน</p>
<p>              2. สาเหตุที่ได้กำหนดให้วันที่ 25 มกราคม เป็นวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรง กระทำยุทธหัตถีฯนั้น ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณนคร รองประธานกรรมการ ให้ข้อสันนิษฐานว่า ผู้คำนวณสำคัญผิดว่า วันเถลิงศกตรงกับวันที่ 15 หรือ  16 เมษายนมาตลอด แต่แท้จริงวันเถลิงศก เพิ่งมาตรงกับวันที่ 15 เมษายน เมื่อ พ.ศ. 2443 และเริ่มตรงกับวันที่ 15 เมษายนบ้าง วันที่ 16 เมษายนบ้าง มาตั้งแต่ พ.ศ. 2475 ซึ่งในปีที่กระทำยุทธหัตถี วันเถลิงศก ตรงกับวันศุกร์ที่ 9 เมษายน แต่ผู้คำนวณคิดว่า วันเถลิงศกปีนั้น ตรงกับวันศุกร์ที่ 16 เมษายน จึงคำนวณวันผิดไป 7 วัน</p>
<p>              3. การที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลง วันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถี กับพระมหาอุปราชา หรือวัน &#8220;กองทัพไทย&#8221; ซึ่งได้กำหนดไว้ว่า เป็นวันที่ 25 มกราคม มาเป็นวันที่ 18 มกราคม นั้น เป็นเรื่องของส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้อง จะต้องพิจารณาเอง เพียงแต่มีหนังสือแจ้งให้ทราบว่า วันที่ถูกต้องตามการคำนวณ คือวันที่ 18 มกราคม ก็คงจะเพียงพอแล้ว….&#8221;</p>
<p>              (ที่มา หนังสือคณะกรรมการ ชำระประวัติศาสตร์ไทยที่ นร 0113 (ปวศ.) 2274/2540 ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2540)</p>
<p>              &#8211; สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย ให้ทราบดังนี้</p>
<p>              &#8220;….ตามที่ท่านได้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้พิจารณาแก้ไขวันสำคัญ ทางประวัติศาสตร์ของชาติไทย ที่คลาดเคลื่อนให้ถูกต้อง คือ</p>
<p>              1. วันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา หรือวัน  &#8220;กองทัพไทย&#8221; ซึ่งปัจจุบัน กำหนดให้ตรงกับวันที่ 25 มกราคม ที่ถูกต้องคือ วันที่ 18 มกราคม….. สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มอบให้ คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย พิจารณาเรื่องดังกล่าว และกราบเรียนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว มีบัญชาให้แจ้งผลการพิจารณา ของคณะกรรมการฯ ให้ท่านทราบ….&#8221;</p>
<p>              (ที่มา หนังสือสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ นร0113/16658 ลงวันที่ 21 สิงหาคมพ.ศ.2540) </p>
<p><strong>วันกองทัพไทย</strong></p>
<p>              &#8211; หนังสือสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่อ้างถึงนี้ได้แจ้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทราบด้วย แต่ไม่ทราบผลการพิจารณาของผู้ที่เกี่ยวข้องของกระทรวงกลาโหม</p>
<p>              &#8211; เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2540 พลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์ ได้มีหนังสือเสนอกองบัญชาการทหารสูงสุด ขอให้เปลี่ยนแปลงวันกองทัพไทย โดยท่านให้ข้อคิดเห็นว่า ท่านได้ศึกษาจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โดยใช้หลักวิชาโหราศาสตร์ดวงดาว ทั้งฮินดู และตะวันตกมาคำนวณ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ของวันดังกล่าวว่าถูกต้องหรือไม่?</p>
<p>              &#8211; จากเอกสารที่เสนอกองบัญชาการทหารสูงสุด กรมยุทธศึกษาทหาร ได้นำเสนอในที่ประชุมกรมเสนาธิการร่วม กองบัญชาการทหารสูงสุด มีรายละเอียดดังนี้</p>
<p>              ตามที่ พล.ต.ต.สุชาติ เผือกสกนธ์ นายตำรวจนอกราชการ ได้มีหนังสือนำเรียน ผบ.ทหารสูงสุด เสนอให้พิจารณาเปลี่ยนวันกองทัพไทย จาก 28 ม.ค. เป็น 18 ม.ค. ซึ่งเป็นวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถีชนะสมเด็จพระมหาอุปราชา ยศ.ทหาร มีข้อพิจารณาดังนี้</p>
<p>              1. การประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 12/22 เมื่อ 22 ธันวาคม พ.ศ.2522 ได้มีมติ กำหนดให้วันที่ 25 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถี ชนะสมเด็จพระมหาอุปราชา เป็นวันกองทัพไทย ซึ่ง ครม.ได้ลงมติเห็นชอบและอนุมัติ และเมื่อ 28 มิถุนายน พ.ศ.2527 ที่ประชุมสภากลาโหม ได้มีมติยืนยันว่าวันที่ 25 มกราคม ถือเป็นวันกองทัพไทย ซึ่งเป็นที่ยอมรับของทางราชการแล้ว และหากมีการเปลี่ยนแปลง วันที่กระทำยุทธหัตถี รัฐบาลต้องประกาศเปลี่ยนแปลง</p>
<p>              2. สำนักนายกรัฐมนตรีได้ยืนยัน และแจ้งให้ กห.ทราบ เมื่อ 21 สิงหาคม พ.ศ.2541 ว่าวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถี ที่ถูกต้องคือ วันที่ 18 มกราคม ประธานให้ใช้วันที่ 25 มกราคม เป็นวันกองทัพไทยตามเดิม จนกว่าทางรัฐบาล จะมีหนังสือแจ้งว่าวันใด เป็นวันกระทำยุทธหัตถี ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่แน่นอน บก.ทหารสูงสุด จึงจะดำเนินการต่อไป</p>
<p>              ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มติเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2548 กำหนดให้วันที่ 18 มกราคมของทุกปี เป็นวันยุทธหัตถีและวันรัฐพิธีแทนวันที่ 25 มกราคม ดังนั้น เพื่อให้การกำหนดวันกองทัพไทยสอดคล้องกับเหตุผลที่ยึดถืออยู่เดิม</p>
<p>              คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2549 เห็นชอบตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ ให้เปลี่ยนแปลงกำหนดวันกองทัพไทยจากวันที่ 25 มกราคม ของทุกปีเป็นวันที่ 18 มกราคม ของทุกปี และอนุมัติให้เป็นวันหยุดราชการของกระทรวงกลาโหม</p>
<p><strong>ประวัติการทำยุทธหัตถี</strong><br />
     ในปี พ.ศ.2135 พระเจ้าบุเรงนองโปรดให้พระมหาอุปราชา นำกองทัพทหารสองแสนสี่หมื่นคน มาตีกรุงศรีอยุธยาหมายจะชนะศึกในครั้งนี้ สมเด็จพระนเรศวร ทรงทราบว่า พม่าจะยกทัพใหญ่มาตี จึงทรงเตรียมไพร่พล มีกำลังหนึ่งแสนคนเดินทางออกจากบ้านป่าโมก ไปสุพรรณบุรี ข้ามน้ำตรงท่าท้าวอู่ทอง และตั้งค่ายหลวง บริเวณหนองสาหร่าย เช้าของวันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง พ.ศ.2135 สมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงเครื่องพิชัยยุทธ สมเด็จพระนเรศวรทรงช้าง นามว่า เจ้าพระยาไชยานุภาพ ส่วนพระสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงช้างนามว่า เจ้าพระยาปราบไตรจักร ช้างทรงของทั้งสองพระองค์นั้นเป็นช้างชนะงา คือช้างมีงาที่ได้รับการฝึกให้รู้จักการต่อสู้ มาแล้ว หรือ เคยผ่านสงครามชนช้าง ชนะช้างตัวอื่นมาแล้ว ซึ่งเป็นช้างที่กำลังตกมัน ในระหว่างการรบจึงวิ่งไล่ตามพม่า หลงเข้าไปในแดนพม่า มีเพียงทหารรักษาพระองค์ และจาตุรงค์บาท เท่านั้น ที่ติดตามไปทัน สมเด็จพระนเรศวร ทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาทรงพระคชสารอยู่ในร่มไม้ กับเหล่าเท้าพระยา จึงทราบได้ว่าช้างทรง ของสองพระองค์หลงถลำเข้ามา ถึงกลางกองทัพ และตกอยู่ในวงล้อมข้าศึกแล้ว แต่ด้วยพระปฏิภาณไหวพริบ ของสมเด็จพระนเรศวร ทรงเห็นว่าเป็นการเสียเปรียบข้าศึก จึงไสช้างเข้าไปใกล ้แล้วตรัสถาม ด้วยคุ้นเคย มาก่อนแต่วัยเยาว์ว่า &#8220;เจ้าพี่จะยืนช้างอยู่ในร่มไม้ทำไม ขอเชิญเสด็จมาทำยุทธหัตถีกัน ให้เป็นเกียรติยศเถิด กษัตริย์ภายหน้าที่จะชนช้างอย่างเราไม่มีอีกแล้ว&#8221; พระมหาอุปราชาได้ยินดังนั้น จึงไสช้างนามว่า พลายพัทธกอ เข้าชน เจ้าพระยาไชยานุภาพ เสียหลัก พระมหาอุปราชาทรงฟันสมเด็จพระนเรศวรด้วยพระแสงของ้าว แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงเบี่ยงหลบทัน จึงฟันถูกพระมาลาหนังขาด จากนั้นเจ้าพระยาไชยานุภาพ ชนพลายพัทธกอ เสียหลัก สมเด็จพระนเรศวร ทรงฟันด้วยพระแสงของ้าวถูกพระมหาอุปราชาเข้าที่อังสะขวา สิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง</p>
<p>     ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงฟันเจ้าเมืองจาปะรีเสียชีวิตเช่นกัน ทหารพม่าเห็นว่าแพ้แน่แล้ว จึงใช้ปืนระดมยิงใส่สมเด็จพระนเรศวรได้รับบาดเจ็บ ทันใดนั้น ทัพหลวงไทยตามมาช่วยทัน จึงรับทั้งสองพระองค์กลับพระนคร พม่าจึงยกทัพกลับกรุงหงสาวดีไป นับแต่นั้นมาก็ไม่มีกองทัพใดกล้ายกมากล้ำกรายกรุงศรีอยุธยาอีกเลย</p>
<p><strong>สงครามยุทธหัตถี</strong><br />
     ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า &#8220;การต่อสู้กันด้วยอาวุธบนหลังช้าง เป็นวิธีการรบอย่างกษัตริย์ในสมัยโบราณ เช่น พระนเรศวร ทรงกระทำยุทธหัตถ ีกับพระมหาอุปราชา บนหลังช้างจะมีคนนั่งอยู่สามคน ตัวแม่ทัพจะถือง้าวอยู่ที่คอช้าง คนที่นั่งกลางอยู่บนกูบจะถือหางนกยูงซ้ายขวาโบกเป็นสัญญาณ และคอยส่งอาวุธให้แม่ทัพ (ทราบว่า จะสับเปลี่ยนที่นั่งกันตอนกระทำการรบเท่านั้น) ที่ท้ายช้างจะมีควาญนั่งประจำที่ ตามเท้าช้างทั้งสี่มีพลประจำเรียกว่า จตุรงคบาท คนทั้งหมดจะถืออาวุธ เช่น ปืนปลายขอ หอกซัด ของ้าว ขอเกราะเขน แพน ถ้าเป็นช้างยุทธหัตถีจะมี หอกผูกผ้าสีแดงสองเล่ม ปืนใหญ่หันปากออกข้างขวาหนึ่งกระบอก ข้างซ้ายหนึ่งกระบอก มีนายทหารและพลทหารสวมเกราะ โพกผ้า ช้างที่เข้ากระบวนทัพ จะสวมเกราะใส่เกือกหรือรองเท้าเหล็กสำหรับกันขวากหนาม โดยทั้งที่สี่เท้าสวมหน้าราห์ มีปลอกเหล็กสวมงาทั้งคู่ และมีเกราะโว่พันงวงช้าง สำหรับพังหอค่าย โดยไม่เจ็บปวด</p>
<p><strong>ภารกิจกองทัพไทย</strong></p>
<p>              รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 บัญญัติไว้ว่า &#8220;รัฐต้องจัดให้มีกำลังทหารไว้เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเพื่อการพัฒนาประเทศ&#8221; เพื่อให้บรรลุภารกิจตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ</p>
<p>          กระทรวงกลาโหมได้กำหนดวัตถุประสงค์ทางทหาร ดังนี้</p>
<p>              1. เพื่อป้องปราม ป้องกัน และต่อสู้เอาชนะภัยคุกคามจากภายนอกประเทศ</p>
<p>              2. เพื่อรักษาความมั่นคงภายในประเทศ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข</p>
<p>              3. เพื่อป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบภายในประเทศ</p>
<p>              4. เพื่อสนับสนุนและร่วมใจพัฒนาประเทศ การช่วยเหลือประชาชน และการบรรเทา สาธารณภัย</p>
<p>              5. เพื่อคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ชาติ</p>
<p>              6. เพื่อร่วมมือกับมิตรประเทศตามนโยบายของรัฐในการรักษาสันติภาพและการป้องกันร่วมกัน</p>
<p>   <strong>วิวัฒนาการกองทัพไทย</strong></p>
<p>              กองทัพไทย เป็นสถาบันที่อยู่คู่กับคนไทย มาตั้งแต่ครั้งชนชาติไทยมาก่อตั้งรกรากในดินแดนแหลมทองแห่งนี้ กองทัพไทยมีความสัมพันธ์กับสังคมไทยอย่างแนบแน่นมาโดยตลอด โดยมีหน้าที่หลักในการปกป้องคุ้มครองชาติ ผืนแผ่นดิน และประชาชนในชาติให้ได้รับความปลอดภัย ธำรงไว้ซึ่งเอกราชและอธิปไตย คนไทยทุกคนต่างมีส่วนร่วมในกองทัพไทย โดยเฉพาะผู้ชายที่จะต้องถูกเรียกไปเป็นทหารเมื่อเกิดศึกสงคราม ครั้นเมื่อกองทัพไทยปรับเปลี่ยนไปอย่างประเทศตะวันตก</p>
<p>          <strong>สมัยสุโขทัย (ประมาณ พ.ศ.1800)</strong></p>
<p>              เมื่อครั้งสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช การจัดการทางทหารยังไม่เป็นระเบียบแบบแผนนัก ชายไทยทุกคนต้องเป็นทหาร ต้องออกรบเมื่อเกิดศึกสงคราม และเตรียมพร้อมในยามปกติเพื่อรับศึกจากศัตรูภายนอก ไม่มีแบ่งแยกระหว่างพลเรือนกับทหาร ทุกคนต่างมีส่วนร่วมในกองทัพ และเมื่อบ้านเมืองสงบก็กลับไปทำไร่ไถนาเหมือนชาวบ้านทั่วไป</p>
<p>          <strong>สมัยอยุธยา (พ.ศ. 1893-2310)</strong> </p>
<p>              มีการปรับปรุงด้านการทหารให้เป็นระเบียบแบบแผนและมีประสิทธิภาพขึ้น มีการจัดเป็นรูปกองทัพ แยกกิจการทหารออกจากพลเรือน โดยแบ่งทหารออกเป็น 4 เหล่า คือ พลเดินเท้า พลม้า พลช้าง พลรถ มีการรวบรวมตำราพิชัยสงคราม สำหรับเป็นแนวทางในการปฏิบัติการรบ ชายไทยทุกคนเมื่ออายุ 18 ปี ต้องถูกเรียกเกณฑ์เป็นทหาร สมัยอยุธยาตอนปลาย ไทยได้เปิดการเจริญทางพระราชไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส กองทัพไทยจึงได้รับวิทยาการทหารแบบตะวันตก โดยมีการฝึกหัดทหารแบบยุโรป มีการแบ่งทหารออกเป็นกอง กองละ 50 คน</p>
<p>          <strong>สมัยธนบุรี (พ.ศ.2310-2325)</strong> </p>
<p>              เริ่มมีการแบ่งกำลังออกเป็นกำลังทางบก และกำลังทางเรือ มีการพัฒนากิจการทหารเรืออย่างเห็นได้ชัด มีการสร้างเรือรบเพิ่มเติมเป็นจำนวนมาก สำหรับสนับสนุนการปฏิบัติการของกำลังทางบกในการโจมตีข้าศึกและยกไปตีหัวเมืองต่าง ๆ</p>
<p>          <strong>สมัยรัตนโกสินทร์</strong></p>
<p>              มีการพัฒนากิจการทหารทั้งในด้านการเตรียมพล การเกณฑ์พลเรือนเข้าเป็นทหาร การแบ่งเหล่าทหาร การจัดหน่วยทหาร การสั่งซื้ออาวุธจากจีน อินเดีย และชวา กองทัพไทยเริ่มมี วิวัฒนาการไปแบบตะวันตกตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการฝึกทหารตามแบบตะวันตก โดยจ้างทหารต่างชาติเข้ามาเป็นครูฝึก และได้แยกทหารเรือออกจากทหารบก จัดตั้งเป็นทหารเรือวังหน้า กับทหารมะรีน</p>
<p>          <strong>สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว</strong> </p>
<p>              ทรงปรับปรุงกิจการทหารในด้านต่าง ๆ ให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาประเทศ โดยส่งพระราชโอรสไปศึกษาวิชาทหารในทวีปยุโรป ทั้งทหารบกและทหารเรือ และเมื่อบรรดาพระราชโอรสทรงสำเร็จการศึกษาแล้ว ต่างก็ทรงนำวิทยาการทหารสมัยใหม่มาปรับปรุงการทหารของไทย ทั้งด้านการจัด อาวุธยุทโธปกรณ์ และยุทธวิธี มีการจัดตั้งหน่วยงานสำคัญทางทหาร ดังนี้</p>
<p>              พ.ศ.2413 กรมทหารมหาดเล็ก </p>
<p>              พ.ศ.2430 กรมยุทธนาธิการ</p>
<p>              พ.ศ.2430 โรงเรียนนายร้อยทหารบก </p>
<p>              พ.ศ.2435 กระทรวงกลาโหม </p>
<p>              พ.ศ.2441 กรมเสนาธิการทหารบก </p>
<p>              พ.ศ.2442 โรงเรียนนายเรือ </p>
<p>              สำหรับการจัดกำลังรบของทหารบก มีการจัดกำลังรบออกเป็น 10 กองพล ส่วนทหารเรือ มีการจัดตั้งกรมทหารเรือ ขึ้นอยู่ในกรมยุทธนาธิการ เมื่อ พ.ศ.2430 ทำหน้าที่บังคับบัญชาทหารเรือทั้งหมด ได้เริ่มมีการจัดทำธงประจำกองทหารขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2428 สำหรับใช้เป็นธงนำทัพในยามออกรบ และได้ตราพระราชบัญญัติธงชัยเฉลิมพลขึ้นเมื่อ พ.ศ.2432</p>
<p>         <strong> สมัยพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว</strong> </p>
<p>              ทรงส่งนายทหารช่าง 3 นาย (พล.อ.ท.พระยาเฉลิมอากาศ, น.อ.พระยาเวหาสยานศิลป์ประสิทธิ์ และ น.อ.พระยาทะยานพิฆาต) ไปศึกษาวิชาการบินที่ประเทศฝรั่งเศส แล้วจัดตั้งแผนกการบินขึ้น พ.ศ.2456 มีที่ตั้งอยู่ที่สนามม้าสระปทุม และต่อมา พ.ศ.2457 ได้ยกฐานะขึ้นเป็นกองบินทหารบก พ.ศ.2464 เปลี่ยนชื่อเป็นกรมอากาศยาน พ.ศ.2478 เปลี่ยนชื่อเป็นกรมทหารอากาศ</p>
<p>          <strong>สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจนถึงปัจจุบัน</strong> </p>
<p>              กองทัพไทยมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นแบบตะวันตก กองทัพไทยมีการจัดกำลังรบเป็น 3 เหล่าทัพ คือ กองทัพบก กองทัพเรือ (เปลี่ยนชื่อจากกรมทหารเรือ พ.ศ.2476) และกองทัพอากาศ (ยกฐานะเป็นกองทัพอากาศ 9 เมษายน 2480) และเมื่อ พ.ศ.2493 ภายหลังจากที่ไทยได้รับการช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐฯ ได้มีการปรับปรุงหลักนิยม การจัดหน่วยและยุทโธปกรณ์จากแบบยุโรปเป็นแบบสหรัฐอเมริกา ต่อมา 14 พฤษภาคม 2495 สถาปนาโรงเรียนนายเรืออากาศ ทำให้มีโรงเรียนผลิตนายทหารหลักครบทั้ง 3 เหล่า</p>
<p>   <strong>กำเนิดกองบัญชาการทหารสูงสุด</strong></p>
<p>              กองทัพไทยเคยจัดตั้งกองบัญชาการทหารชั่วคราวเพื่อบัญชาการรบมาแล้ว 2 ครั้ง คือ กรณีพิพาทอินโดจีน-ฝรั่งเศส (พ.ศ.2483-2484) และ สงครามมหาเอเชียบูรพา (พ.ศ.2485-2487) ซึ่งจากการจัดตั้งกองบัญชาการดังกล่าวช่วยให้การบัญชาการรบเป็นไปอย่างมีเอกภาพ กระทรวงกลาโหมจึงเล็งเห็นความจำเป็นในการจัดตั้งกองบัญชาการทหารอย่างถาวร เมื่อ พ.ศ.2503 จึงได้แปรสภาพกรมเสนาธิการกลาโหมมาเป็นกองบัญชาการทหารสูงสุด สำหรับเป็นหน่วยบัญชาการรวมของกองทัพไทย มีหน้าที่ควบคุมบังคับบัญชาและประสานการปฏิบัติของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ </p>
<p><strong>บทบาทกองทัพไทย</strong> </p>
<p>          <strong>การป้องกันประเทศ</strong><br />
              กองทัพไทยได้จัดทำแผนป้องกันประเทศไว้สำหรับรับสถานการณ์จากภัยคุกคามทุกด้าน และจัดให้มีการฝึกร่วมกองทัพไทยเป็นประจำทุกปี มีการจัดเตรียมกำลังรบพร้อมปฏิบัติตามแผนตั้งแต่ยามปกติ เฝ้าติดตามสถานการณ์เกี่ยวกับภัยคุกคามทั้งภายในและภายนอกประเทศ ดำเนินการเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงชายแดน โดยดำเนินการตามข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางชายแดน ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งแก้ปัญหาผู้อพยพ ผู้หลบหนีเข้าเมือง ทั้งนี้กองทัพไทยได้จัดเตรียมกำลังเพื่อรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นตามแนวชายแดน โดยวางกำลังไว้ตามพื้นที่ต่าง ๆ ที่ล่อแหลม เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยจากกองกำลังต่างชาติ นอกจากนี้กองทัพไทยยังได้ร่วมมือกับส่วนราชการอื่น ๆ ในการแก้ปัญหาตามแนวชายแดน ดำเนินการโครงการหมู่บ้านป้องกันตนเอง พัฒนาพื้นที่ และอบรมราษฎรในพื้นที่ให้รักถิ่นฐาน ไม่อพยพออกจากพื้นที่ และสามารถป้องกันตนเองจากภัยคุกคามได้</p>
<p>          <strong>การรักษาความมั่นคงภายใน</strong><br />
              กองทัพไทยให้ความสำคัญต่อการพัฒนาบุคลากร ส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็น ร่วมปลุกจิตสำนึกและอุดมการณ์ในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ สร้างความเข้าใจทางความคิดและอุดมการณ์ประชาธิปไตย ปฏิบัติการด้านการข่าวและการปฏิบัติการจิตวิทยาเพื่อให้ได้ความร่วมมือจากประชาชนในการให้ข่าวสารกับทางราชการ ปราบปรามยาเสพติดโดยสร้างแนวป้องกันชายแดน เพื่อปัญหาการลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทย</p>
<p>          <strong>การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ</strong><br />
              ภัยคุกคามจากการก่อการร้ายสากลนับเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ และภัยต่อความสงบเรียบร้อยในประเทศ พ.ศ.2540 กองบัญชาการทหารสูงสุดได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการร่วม 106 (ศอร.106) เพื่อรับผิดชอบโดยตรง ต่อมา พ.ศ.2546 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล (ศตก.) ทำหน้าที่เป็นองค์กรประสารการปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดเหตุการณ์การก่อการร้ายสากลขึ้น</p>
<p>          <strong>การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์</strong><br />
              สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นมิ่งขวัญที่เหล่าทหารเทิดทูนไว้เหนือเกล้า ฯ พร้อมที่จะถวายชีวิตเป็นราชพลี กองทัพไทยมีบทบาทสำคัญยิ่งในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และ ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาของทุกปี กองบัญชาการทหารสูงสุดได้จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์</p>
<p>          <strong>การรักษาผลประโยชน์ของชาติ</strong><br />
              กองทัพไทยมีบทบาทสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ ทั้งทางบกและทางทะเล ป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า รักษาเส้นทางคมนาคมทางทะเล ขจัดปัญหาความขัดแย้งในการทำประมง ช่วยแหลือผู้ประสบภัย และบรรเทาสาธารณภัยเมื่อเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ และร่วมแก้ปัญหาภัยแล้งด้วยการปฏิบัติการฝนหลวงตามโครงการพระราชดำริ</p>
<p>          <strong>การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ</strong><br />
              กองทัพไทยได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม กับภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้แก่ประชาชน รวมทั้งการพิทักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่าของประเทศไว้ ร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล เช่น ปลูกป่าชายเลน อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ทะเล อนุรักษ์ปะการัง พัฒนาพื้นที่ในกองทัพให้เป็นระเบียบ สวยงาม</p>
<p>          <strong>การพัฒนาประเทศ</strong><br />
              ภารกิจในการพัฒนาประเทศของกองทัพไทยนั้นมีทั้งโดยตรงและทางอ้อม ในทางตรงนั้นได้กำหนดไว้ตามแผนการปฏิบัติงานประจำปีของแต่ละหน่วย โดยใช้กำลังพลและงบประมาณของกองทัพในการดำเนินการ สำหรับทางอ้อมนั้นได้สนับสนุนภาครัฐและเอกชนตามโครงการพัฒนาประเทศ และพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพ ซึ่งเป็นการพัฒนาประเทศอีกทางหนึ่ง</p>
<p><strong>กิจกรรมในวันกองทัพไทย</strong><br />
              กิจกรรมที่จะกระทำในวันกองทัพไทย คือ พิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพล หรือที่นิยมเรียกว่า &#8220;สวนสนามสาบานธง&#8221; ซึ่งเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์สำหรับทหารทุกคน และเพื่อเป็นการระลึกถึงวีรกรรมและเป็นการสักการะดวงวิญญาณนักรบไทย จะมีพิธีวางพวงมาลาอนุสาวรีย์ทางทหาร เช่น อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อนุสาวรีย์ทหารอาสา อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ฯลฯ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วันครูแห่งชาติ</title>
		<link>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/</link>
		<comments>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 14 Jan 2014 13:56:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Day]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[มกราคม]]></category>
		<category><![CDATA[กลอนวันครู]]></category>
		<category><![CDATA[ครู]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นมาวันครู]]></category>
		<category><![CDATA[ดอกกล้วยไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ดอกไม้วันครู]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติวันครู]]></category>
		<category><![CDATA[พานพุ่มวันครู]]></category>
		<category><![CDATA[วันครู]]></category>
		<category><![CDATA[วันครูแห่งชาติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.zabzaa.com/day/?p=230</guid>
		<description><![CDATA[16 มกราคม วันครูแห่งชาติ ครู หมายถึง ผู้อบรมสั่งสอน ผู้ถ่ายทอดความรู้ ผู้สร้างสรรค์ภูมิปัญญา และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของสังคมและประเทศชาติ คำว่า “ครู” มาจากศัพท์ภาษาสันสกฤต ว่า “คุรุ” และภาษาบาลี “ครุ, คุรุ” คือ ผู้ที่มีความสามารถให้คำแนะนำอบรมสั่งและสอน ศิษย์ นักเรียน หรือ นักศึกษา ให้เกิดความรู้ คิด อ่าน เขียน เพื่อให้เกิดประโยชน์มีอาชีพที่ดี รวมถึงการปฏิบัติและแนวทางในการทำงาน เพื่อนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของสังคมและประเทศชาติ ประวัติวันครู วันครูได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 ซึ่งได้สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ พ.ศ. 2488 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า คุรุสภาเป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครู เพื่อส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครู ในปี พ.ศ. 2499 ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.zabzaa.com/day/wp-content/uploads/2014/01/วันครู.jpg"><img src="http://www.zabzaa.com/day/wp-content/uploads/2014/01/วันครู.jpg" alt="วันครูแห่งชาติ" width="650" height="500" class="alignnone size-full wp-image-231" /></a></p>
<p><strong>16 มกราคม วันครูแห่งชาติ</strong></p>
<p><strong>ครู</strong> หมายถึง ผู้อบรมสั่งสอน ผู้ถ่ายทอดความรู้ ผู้สร้างสรรค์ภูมิปัญญา และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของสังคมและประเทศชาติ</p>
<p>คำว่า “<strong>ครู</strong>” มาจากศัพท์ภาษาสันสกฤต ว่า “คุรุ” และภาษาบาลี “ครุ, คุรุ” คือ ผู้ที่มีความสามารถให้คำแนะนำอบรมสั่งและสอน ศิษย์ นักเรียน หรือ นักศึกษา ให้เกิดความรู้ คิด อ่าน เขียน เพื่อให้เกิดประโยชน์มีอาชีพที่ดี รวมถึงการปฏิบัติและแนวทางในการทำงาน เพื่อนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของสังคมและประเทศชาติ</p>
<p><strong>ประวัติวันครู</strong></p>
<p>วันครูได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 ซึ่งได้สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ พ.ศ. 2488 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า คุรุสภาเป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครู เพื่อส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครู ในปี พ.ศ. 2499 ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า ”ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือว่า เนื่องจากผู้เป็นครูมีบุญคุณ เป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าวันครูควรมี สักวันหนึ่งสำหรับให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายได้แสดงความเคารพ สักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณทั้งหลาย เพราะเหตุว่าสำหรับ คนทั่วไปถ้าถึงวันตรุษ วันสงกรานต์ เราก็นำเอาอัฐิของผู้มีพระคุณบังเกิดเกล้ามาทำบุญ ทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือครูผู้เสียสละ ทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการ ทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง”</p>
<p>จากแนวความคิดนี้ กอปรกับความเห็นของครูที่แสดงออกทางสื่อมวลชนและอื่นๆ ล้วนเรียกร้องให้มีวันครูเพื่อให้เป็นวันแห่งการรำลึก ถึงความสำคัญของครูในฐานะที่เป็นผู้เสียสละ ประกอบคุณงามความดี เพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันมาก และเพื่อจะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครูและเพื่อส่งเสริม ความเข้าใจอันดีระหว่างครูกับประชาชน</p>
<p>การจัดงาน “<strong>วันครู</strong>” ได้จัดเป็นครั้งแรกเมื่อ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดังกล่าวได้ ในส่วนกลางใช้สถานที่ของกรีฑาสถานแห่งชาติ เป็นที่จัดงานวันครูนี้ได้กำหนด เป็นหลักการให้มีอนุสรณ์งานวันครูไว้แก่อนุชนรุ่นหลังทุกปี อนุสรณ์ที่สำคัญคือ หนังสือประวัติครู หนังสือที่ระลึกวันครู และสิ่งก่อสร้างเป็นถาวรวัตถุ</p>
<p><strong>ดอกไม้วันครู คือ &#8220;ดอกกล้วยไม้&#8221;</strong></p>
<p><strong>บทสวดเคารพครูอาจารย์</strong><br />
(สวดนำ) ปาเจราจริยา โหนติ (รับพร้อมกัน) คุณุตฺตรานุสาสกา<br />
ปญญาวุฑฺฒิกเร เต เต ทินฺโนวาเท นมามิหํ<br />
ข้าขอประณตน้อมสักการ บุรพคณาจารย์<br />
ผู้ก่อประโยชน์ศึกษา<br />
ทั้งท่านผู้ประสาทวิชา อบรมจริยา<br />
แก่ข้าในกาลปัจจุบัน<br />
ข้าขอเคารพอภิวันท์ ระลึกคุณอนันต์<br />
ด้วยใจนิยมบูชา<br />
ขอเดชกตเวทิตา อีกวิริยะพา<br />
ปัญญาให้เกิดแตกฉาน<br />
ศึกษาสำเร็จทุกประการ อายุยืนนาน<br />
อยู่ในศีลธรรมอันดี<br />
ให้ได้เป็นเกียรติเป็นศรี ประโยชน์ทวี<br />
แก่ชาติและประเทศไทย เทอญฯ</p>
<p><strong>ครูที่ดี ดูอย่างไร?</strong></p>
<p>ปัจจุบันนี้ โลกของเราถือเป็นยุคของโลกไร้พรมแดน ที่ถูกครอบงำด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย ทำให้ประเทศเกิดความเจริญ รุดหน้าอย่างรวดเร็วในทุกด้าน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา จากความทันสมัยนั้น ก็คือคนในสังคมขาดคุณธรรมจริยธรรม มีแต่ความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม และด้วยการเปิดรับการไหลบ่า ของวัฒนธรรมต่างชาติที่เข้ามา ทางข้อมูลข่าวสาร ทำให้เด็กและเยาวชน มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เกิดการเลียนแบบวัฒนธรรมต่างชาติ โดยไม่มีการคัดกรองว่าสิ่งใดดีหรือไม่ดี เนื่องจากไม่มีการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ในเบื้องต้นให้แก่เด็ก</p>
<p>จากสภาพการณ์ดังกล่าว ครู จึงถือว่ามีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญยิ่ง ในฐานะเป็นผู้ที่สั่งสอน หรือถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ศิษย์ รวมทั้งเป็นผู้ที่สร้างสรรค์ ภูมิปัญญา เพื่อให้เด็กและเยาวชน สามารถตระหนักได้ว่า ควรจะเลือกรับวัฒนธรรมต่างชาติที่ดี ที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เหมาะสม กับพฤติกรรมของตนเอง แต่ทั้งนี้ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น ครู จะต้องทำตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี และเหมาะสมให้แก่ลูกศิษย์ด้วยเช่นกัน ดังนั้น กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอเสนอบทบาทหน้าที่ของครู จรรยามรรยาท และวินัยตามระเบียบประเพณีของครู ว่าการเป็นครูที่ดีนั้นจะต้องทำอย่างไรบ้าง</p>
<p><strong>หน้าที่ของครูอาจารย์ที่พึงมีต่อศิษย์</strong><br />
1. แนะนำดี คือ การให้คำแนะนำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ และสิ่งที่ดีๆ ให้แก่ ลูกศิษย์<br />
2. ให้เรียนดี คือ การแนะนำส่งเสริม สนับสนุน ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ ลูกศิษย์ ให้มีผลการเรียนที่ดี<br />
3. บอกศิลปะให้สิ้นเชิง ไม่ปิดบังอำพราง โดยการถ่ายทอดวิชาความรู้ทั้งหมด ที่ตนเองมีอยู่ให้แก่ลูกศิษย์<br />
4. ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง ให้การสนับสนุน และยกย่องลูกศิษย์ที่มีความประพฤติดี ให้ปรากฏแก่เด็กคนอื่นๆ เพื่อนำไปเป็นแบบอย่าง<br />
5. ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย ปกป้องและสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่ลูกศิษย์ จากสิ่งแวดล้อมและสิ่งยั่วยุที่ไม่ดีทั้งหลาย</p>
<p><strong>จรรยามรรยาทและวินัยตามระเบียบประเพณีของครู</strong><br />
1. เลื่อมใสการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ<br />
2. ยึดมั่นในศาสนาที่ตนนับถือ ไม่ลบหลู่ดูหมิ่นศาสนาอื่น<br />
3. ตั้งใจสั่งสอนศิษย์ และปฏิบัติหน้าที่ของตน ให้เกิดผลดีด้วยความเอาใจใส่ พร้อมทั้งอุทิศเวลาของตนให้แก่ศิษย์ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่การงานมิได้<br />
4. รักษาชื่อเสียงของตน มิให้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว ห้ามประพฤติการใดๆ อันอาจทำให้เสื่อมเสียเกียรติและชื่อเสียงของครู<br />
5. ถือปฏิบัติตามระเบียบ และแบบธรรมเนียมอันดีงามของสถานศึกษา และปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่การงานโดยชอบด้วยกฎหมาย และระเบียบแบบแผนของสถานศึกษา<br />
6. ถ่ายทอดวิชาความรู้ โดยไม่บิดเบือนและปิดบังอำพราง ไม่นำหรือยอมให้นำผลงานทางวิชาการของตน ไปใช้ในทางทุจริตหรือเป็นภัยต่อมนุษยชาติ<br />
7. ให้เกียรติแก่ผู้อื่นทางวิชาการ โดยไม่นำผลงานของผู้ใดมาแอบอ้างเป็นผลงานของตน และไม่เบียดบังใช้แรงงาน หรือนำผลงานของผู้อื่นไป เพื่อประโยชน์ส่วนตน<br />
8. ประพฤติตนอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต และปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความเที่ยงธรรม ไม่แสวงหาประโยชน์สำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบ<br />
9. สุภาพเรียบร้อยประพฤติตน เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ รักษาความลับของศิษย์ของผู้ร่วมงาน และของสถานศึกษา<br />
10. รักษาความสามัคคีระหว่างครู และช่วยเหลือกันในหน้าที่การงาน</p>
<p>จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น คงจะทำให้เห็นว่า ครู ถือเป็นบุคลากรที่สำคัญอย่างมาก ในการเป็นผู้ที่อบรมสั่งสอน ถ่ายทอดวิชาความรู้ รวมทั้งให้ความรัก ความเมตตาต่อศิษย์ทุกคน เพราะในชีวิตของคนเรานั้น ถือว่าบิดา มารดา เป็นผู้มีพระคุณอันสูงสุด เพราะเป็นผู้ที่ให้กำเนิด ให้ความรัก ความเมตตา ความห่วงใยและเสียสละเพื่อลูก ครูก็ถือเป็นผู้ที่เสียสละเช่นกัน เพราะหากครูสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตน และมีจรรยามรรยาทอย่างเคร่งครัดแล้ว เด็กก็จะนำไปเป็นแบบอย่าง ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ เด็กก็จะโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญ ในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป</p>
<p>แม้ว่าในปัจจุบันนี้ จะมีครูที่กระทำตนเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีเกิดขึ้น จะเห็นได้จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ก็ถือว่าเป็นส่วนน้อย เพราะยังมีครูอีกเป็นจำนวนมาก ที่มีจิตสำนึกของความเป็นครูอย่างแท้จริง พร้อมที่จะเสียสละและอุทิศตน ดูแลเอาใจใส่สั่งสอนอบรม ให้เด็กได้พบกับแสงสว่างแห่งปัญญา อันจะเป็นหนทาง ในการประกอบอาชีพ เลี้ยงดูตนเองได้ต่อไปในอนาคต และในโอกาสที่ วันครู ซึ่งตรงกับวันที่ 16 มกราคม ของทุกปีที่จะเวียนมาถึงนี้ ลูกศิษย์ทั้งหลาย จึงสมควรน้อมจิตรำลึกถึงพระคุณ และแสดงความเคารพสักการะ ต่อครูผู้มีพระคุณ ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ ให้จนสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข</p>
<p><em>ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กฤษณา พันธุ์มวานิช สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ</em></p>
<p><strong>คำปฏิญาณขอบครู</strong><br />
ข้อ 1 ข้าจะบำเพ็ญตนให้สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นครู<br />
ข้อ 2 ข้าจะตั้งใจฝึกสอนศิษย์ให้เป็นพลเมืองดีของชาติ<br />
ข้อ 3 ข้าจะรักษาชื่อเสียงของคณะครูและบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม</p>
<p>จากนั้นพระสงฆ์เจริญชัยมงคล แล้วต่อด้วยนายกรัฐมนตรีมอบรางวัลครูดีเด่นประจำปี มอบของที่ระลึกให้ครูอาวุโสนอกและในประจำการ สุดท้ายกล่าวปราศรัยกับคณะครูที่มาประชุม</p>
<p><strong>กลอนวันครู</strong></p>
<p>16 มกราวันนี้วันครู     ท่านเป็นผู้ให้ความรู้ตลอดมา</p>
<p>ครูมีแต่ความหวังดีทุกเวลา     ห่วงว่าศิษย์หลงทำผิดคิดพลาดไป</p>
<p>คอยอบรมสอนสั่งไม่ย่อท้อ     ครูยังพอยิ้มได้และสุขใจ</p>
<p>เมื่อศิษย์ไปได้ดีดั่งหวังไว้     เหน็ดเหนื่อยเพียงไหนใจพร้อมสู้</p>
<p>ครูยืนอยู่เบื้องหลังเป็นกำลังใจ     ความผิดใดที่ศิษย์ได้ทำไว้</p>
<p>โปรดขอครูนี้จงได้ให้อภัย     ไม่ตั้งใจจริงๆสิ่งที่ทำไป</p>
<p>—————————————————-</p>
<p>ประนตน้อมพร้อมจิตลิขิตสาร         ดำริกานท์ก้มเกศพิเศษหมาย<br />
นบบูชาพระคุณครูมิรู้วาย            ทั้งจิตกายตั้งมั่นกตัญญู</p>
<p>พระคุณที่สั่งสอนทั้งศาสตร์ศิลป์       ให้ศิษย์สิ้นสงสัยให้ความรู้<br />
เกิดปัญญาก้าวหน้าเพราะคำครู        ยังก้องอยู่โสตประสาทมิขาดไป</p>
<p>ตั้งแต่เรียนเขียน ก ทั้งนับเลข       นิทานเสกสอนสั่งสร้างนิสัย<br />
ขัดเกลาจิตศิษย์อยู่ให้รู้วัย           ว่าสิ่งไหนนั้นควรไม่ควรทำ</p>
<p>ในวาระวันครู หนูจะเขียน           ต่างแพเทียนธูปทองอันผ่องล้ำ<br />
สร้อยอักษรล้วนจิตพินิจจำ           กระแสน้ำพระคุณครูอยู่ชั่วกาล</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วันเด็กแห่งชาติ</title>
		<link>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/</link>
		<comments>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 09 Jan 2014 04:28:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Day]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[มกราคม]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติวันเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติวันเด็กแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[วันเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[วันเด็กแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.zabzaa.com/day/?p=227</guid>
		<description><![CDATA[ประวัติวันเด็กแห่งชาติ &#8220;วันเด็กแห่งชาติ&#8221; เป็นวันสำคัญในประเทศไทย ตรงกับวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมของทุกปี งานวันเด็กแห่งชาติจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันจันทร์แรกของเดือน ต.ค. พ.ศ.2498 ตามคำเชิญชวนของ นายวี.เอ็ม. กุลกานี ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อ สวัสดิภาพเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ เพื่อให้ประชาชนเห็นความสำคัญและความต้องการของเด็ก และเพื่อกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนในประเทศ โดยปลูกฝังให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม เตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ รัฐบาลจัดให้มีคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้นมาคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชน กำหนดให้มีการฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จุดประสงค์เพื่อให้เด็กทั่วประเทศทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน ได้รู้ถึงความสำคัญของตน เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ระเบียบวินัย ที่มีต่อตนเองและสังคม มีความยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข งานวันเด็กแห่งชาติจัดขึ้นทุกปีในวันจันทร์แรกของเดือน ตุลาคม ถึงปี พ.ศ.2506 และในปี พ.ศ.2507 ไม่สามารถจัดงานวันเด็กได้ทัน จึงได้เริ่มจัดอีกครั้งในปี 2508 โดยเปลี่ยนเป็นวันเสาร์ที่สอง ของเดือนม.ค. เนื่องจากเห็นว่าเป็นช่วงหมดฤดูฝนและเป็นวันหยุดราชการ จนถึงทุกวันนี้ คำขวัญวันเด็กเป็นคำขวัญที่นายกรัฐมนตรีมอบให้เด็กไทย เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติของทุกปี โดย คำขวัญวันเด็กมีขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2499 ในสมัยที่จอมพล [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.zabzaa.com/day/wp-content/uploads/2014/01/วันเด็กแห่งชาติ.jpeg"><img src="http://www.zabzaa.com/day/wp-content/uploads/2014/01/วันเด็กแห่งชาติ.jpeg" alt="วันเด็กแห่งชาติ" width="670" height="490" class="alignnone size-full wp-image-228" /></a></p>
<p><strong>ประวัติวันเด็กแห่งชาติ</strong></p>
<p>&#8220;วันเด็กแห่งชาติ&#8221; เป็นวันสำคัญในประเทศไทย ตรงกับวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมของทุกปี</p>
<p>งานวันเด็กแห่งชาติจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันจันทร์แรกของเดือน ต.ค. พ.ศ.2498 ตามคำเชิญชวนของ นายวี.เอ็ม. กุลกานี ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อ สวัสดิภาพเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ เพื่อให้ประชาชนเห็นความสำคัญและความต้องการของเด็ก และเพื่อกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนในประเทศ โดยปลูกฝังให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม เตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ</p>
<p>รัฐบาลจัดให้มีคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้นมาคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชน กำหนดให้มีการฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค</p>
<p>จุดประสงค์เพื่อให้เด็กทั่วประเทศทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน ได้รู้ถึงความสำคัญของตน เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ระเบียบวินัย ที่มีต่อตนเองและสังคม มีความยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข</p>
<p>งานวันเด็กแห่งชาติจัดขึ้นทุกปีในวันจันทร์แรกของเดือน ตุลาคม ถึงปี พ.ศ.2506 และในปี พ.ศ.2507 ไม่สามารถจัดงานวันเด็กได้ทัน จึงได้เริ่มจัดอีกครั้งในปี 2508 โดยเปลี่ยนเป็นวันเสาร์ที่สอง ของเดือนม.ค. เนื่องจากเห็นว่าเป็นช่วงหมดฤดูฝนและเป็นวันหยุดราชการ จนถึงทุกวันนี้</p>
<p>คำขวัญวันเด็กเป็นคำขวัญที่นายกรัฐมนตรีมอบให้เด็กไทย เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติของทุกปี โดย คำขวัญวันเด็กมีขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2499 ในสมัยที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ว่า &#8220;จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม&#8221;</p>
<p>ตั้งแต่ปี พ.ศ.2502 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ให้คุณค่าความสำคัญของเด็ก จึงมอบคำขวัญให้เป็นข้อคติเตือนใจสำหรับเด็กปีละ 1 คำขวัญ (ก่อนถึงวันเด็กแห่งชาติ) นายกรัฐมนตรีสมัยต่อมาจึงได้ถือเป็นธรรมเนียมสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน</p>
<p><strong>วัตถุประสงค์การจัดงานวันเด็กแห่งชาติ</strong></p>
<p>         สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ที่รัฐบาลไทยกำหนดไว้ คือ เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของเด็ก สนใจในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนเด็ก และช่วยเหลือสงเคราะห์เด็กเป็นพิเศษ เพื่อให้เด็กและและเยาวชนยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพื่อให้เด็กรู้จักหน้าที่ของตนและอยู่ในระเบียบวินัยอันดี และเพื่อเผยแพร่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของเด็ก</p>
<p>         นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่า ทุก ๆ ปี ในวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะพระราชทานพระบรมราโชวาท สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงโปรดประทานพระคติธรรม และ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีจะมอบคำขวัญวันเด็ก แสดงให้เห็นว่าเด็กเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุดของชาติ เราจึงได้ยินคำพูดอยู่บ่อย ๆ ว่า &#8220;เด็กคืออนาคตของชาติ เด็กฉลาด ชาติเจริญ&#8221;</p>
<p><strong>กิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ</strong></p>
<p>         กิจกรรมต่าง ๆ ที่ปฏิบัติในวันเด็กแห่งชาติ  ล้วนมีจุดประสงค์ไปในทางเดียวกัน คือ เพื่อให้เด็กได้ตระหนักถึงคุณค่าบทบาท และความสำคัญของตนเอง โดยการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้น ในโรงเรียน หมู่บ้าน หรือหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนจัดขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าทุกถิ่นจะมีขนมมากมาย มีคำเชื้อเชิญเพราะ ๆ มีคำอวยพรให้เด็กๆ เป็นวันที่เด็ก ๆ มีสิทธิพิเศษ ถนนทุกสาย เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ หรือร่วมกันทำกิจกรรม ในแต่ละชุมชนเพื่อเด็กๆ จัดบรรยากาศเพื่อเด็ก ๆ เพลงเด็ก ๆ ของขวัญเพื่อเด็ก ๆ ฯลฯ</p>
<p><strong>คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ</strong></p>
<p>          คำขวัญวันเด็ก เป็นคำขวัญที่นายกรัฐมนตรีมอบให้เด็กไทย เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติของทุกปี โดยคำขวัญวันเด็กมีขึ้นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2499 ในสมัยที่จอมพล ป.พิบูลสงครามดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตั้งแต่ พ.ศ. 2502 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ให้คุณค่าความสำคัญของเด็ก จึงมอบคำขวัญให้เป็นข้อคติเตือนใจสำหรับเด็กปีละ 1 คำขวัญ (ก่อนถึงวันเด็กแห่งชาติ) นายกรัฐมนตรีสมัยต่อมา จึงได้ถือเป็นธรรมเนียมสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน </p>
<p>คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ จากนายกรัฐมนตรีในปีต่างๆ <a href="http://www.zabzaa.com/event/childrenday.htm" target="_blank">คลิก</a> <a href="http://www.zabzaa.com/event/childrenday.htm" target="_blank">คำขวัญวันเด็ก</a></p>
<p>การ์ตูนแอนิเมชัน 2 มิติ ประกอบเพลง &#8220;เด็กเอ๋ย เด็กดี&#8221;<br />
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง</p>
<p><object width="480" height="360"><param name="movie" value="//www.youtube.com/v/ZQmnt1L8AQU?hl=en_US&amp;version=3&amp;rel=0"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="//www.youtube.com/v/ZQmnt1L8AQU?hl=en_US&amp;version=3&amp;rel=0" type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="360" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วันคริสต์มาส</title>
		<link>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%aa/</link>
		<comments>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%aa/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Dec 2013 05:32:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Day]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ธันวาคม]]></category>
		<category><![CDATA[คริสต์มาส]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติคริสต์มาส]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติความเป็นมาวันคริสต์มาส]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติวันคริสต์มาส]]></category>
		<category><![CDATA[วันคริสต์มาส]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.zabzaa.com/day/?p=223</guid>
		<description><![CDATA[ประวัติความเป็นมาวันคริสต์มาส คริสต์มาส เป็นคำทับศัพท์จากภาษาอังกฤษ (Christmas) ซึ่งมาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse แปลว่า “บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า” คำว่า “Christes Maesse” พบครั้งแรกในเอกสารโบราณเป็นภาษาอังกฤษ (เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1038) และในปัจจุบันคำนี้ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas ประวัติความเป็นมาของวันคริต์มาส ซึ่งเป็นวันประสูติของพระเยซูนั้น ตามหลักฐานในพระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติในรัชกาลของจักรพรรดิออกุสตุสแห่งจักรวรรดิโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรีย ก็รับนโยบายไปปฏิบัติให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งอาณาเขต แต่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร ด้านนักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 23 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิซาไกกำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยเทพ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริย เทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้าแทน หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 64 – ค.ศ. 313 จนถึงวันที่ 23 ธันวาคม ปี [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.zabzaa.com/day/wp-content/uploads/2013/12/merry_christmas.jpg"><img src="http://www.zabzaa.com/day/wp-content/uploads/2013/12/merry_christmas.jpg" alt="วันคริสต์มาส" width="650" height="488" class="alignnone size-full wp-image-224" /></a></p>
<p><strong>ประวัติความเป็นมาวันคริสต์มาส</strong></p>
<p>          <strong>คริสต์มาส</strong> เป็นคำทับศัพท์จากภาษาอังกฤษ (Christmas) ซึ่งมาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse แปลว่า “บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า” คำว่า “Christes Maesse” พบครั้งแรกในเอกสารโบราณเป็นภาษาอังกฤษ (เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1038) และในปัจจุบันคำนี้ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas</p>
<p><strong>ประวัติความเป็นมาของวันคริต์มาส</strong> ซึ่งเป็นวันประสูติของพระเยซูนั้น ตามหลักฐานในพระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติในรัชกาลของจักรพรรดิออกุสตุสแห่งจักรวรรดิโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรีย ก็รับนโยบายไปปฏิบัติให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งอาณาเขต แต่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร ด้านนักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 23 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิซาไกกำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยเทพ</p>
<p>          ตั้งแต่ปี ค.ศ. 274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริย เทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้าแทน หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 64 – ค.ศ. 313 จนถึงวันที่ 23 ธันวาคม ปี ค.ศ. 330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย</p>
<p>          เทศกาล Christmas หรือ X’Mas ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งวันที่ 25 ธันวาคมนั้นเป็นวันประสูติของพระเยซู ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ โดยพระองค์ประสูติที่เมืองเบ็ธเลเฮ็มและเติบโตที่เมืองนาซาเรท ซึ่งปัจจุบันคือประเทศอิสราเอล ตามหลักฐานในพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติในสมัยที่จักรพรรดิซีซาร์ ออกุสตุส แห่งจักรวรรดิโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยฝ่ายคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรียก็รับนโยบายไปปฏิบัติให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งอาณาเขต แต่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร</p>
<p>          ด้านนักประวัติศาสตร์ก็มีความเห็นที่ต่างออกไปโดยได้วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมัน กำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยะเทพ ตั้งแต่ปี ค.ศ.274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูซึ่งเปรียบเสมือนความสว่างของโลก และเหมือนดวงจันทร์เป็นความสว่างในตอนกลางคืนแทน หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 64-313 จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม ปี ค.ศ.330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย</p>
<p>          เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซู และเป็นการฉลองความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์โลก โดยส่งบุตรชาย คือ &#8220;พระเยซู&#8221; ลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยไถ่บาป และช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากการทำชั่วนั่นเอง ดังนั้นในวันนี้ถือเป็นวันที่มีความหมายสำคัญชาวคริสต์ทั่วโลก และมีการส่งบัตรอวยพร ให้ของขวัญ แก่กันและกัน รวมทั้งประดับประดาตกแต่งบ้านเรือนด้วยแสงไฟ และต้นคริสต์มาสอย่างสวยงาม</p>
<p><strong>สิ่งต่างๆ สัญลักษณสำคัญในงานคริสต์มาส</strong></p>
<p><strong>ซานตาครอส</strong></p>
<p>          เป็นสิ่งแรกๆ ที่คนจะนึกถึงในฐานะสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาส ซึ่งว่ากันว่าซานตาคลอสคนแรก คือ นักบุญ (เซนต์) นิโคลัส ผู้เป็นสังฆราชแห่งเมืองไมรา มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 4 และเหตุที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นซานตาครอสคนแรก มาจากวันหนึ่งที่ท่านปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่ง แล้วทิ้งถุงเงินลงไปทางปล่องไฟ บังเอิญถุงเงินหล่นไปทางถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้ข้างเตาผิงพอดี</p>
<p>          นักบุญนิโคลัส นั้นเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือว่าเป็นนักบุญผู้อุปถัมภ์ของเด็กๆ เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ในสหรัฐฯ ก็ยังรักษาประเพณีการฉลองนักบุญ นิโคลาส ในวันที่ 5 ธันวาคม เอาไว้ ซึ่งหมายถึงนักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็กๆ และเอาของขวัญมาให้เด็กอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมา ประเพณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายในอเมริกา โดยมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง คือ ชื่อนักบุญนิโคลัสก็เปลี่ยนเป็น ซานตาคลอส และแทนที่จะเป็นสังฆราชก็กลายเป็นชายแก่ที่อ้วนและใส่ชุดสีแดง อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อนเป็นยานพาหนะที่มีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ในโอกาสคริสต์มาส โดยลงมาทางปล่องไฟของบ้านเพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้นตามความประพฤติของเขา</p>
<p>ถึงแม้ซานตาคลอสจะเป็นเพียงตำนานที่เกิดขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสก็ตาม แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่รวมเอาวิญญาณและความหมายของคริสต์มาสไว้อย่างมากมาย อาทิ ความปิติยินดีชื่นชม ความโอบอ้อมอารี ความรัก และความเป็นกันเอง</p>
<p><strong>ถุงเท้า</strong></p>
<p>          จากที่นักบุญนิโคลัสได้ปีนขึ้นไปบนปล่องไฟของบ้านเด็กหญิงยากจน เพื่อที่จะมอบเหรียญเงินให้เป็นของขวัญ แต่เหรียญนั้นกลับตกไปอยู่ในถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้หน้าเตาผิง พอรุ่งเช้าเด็กหญิงตื่นมาเจอเหรียญเงินในถุงเท้าจึงดีใจมาก และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ผู้คนมากมายต่างพากันแขวนถุงเท้าคริสต์มาสไว้ เพื่อหวังจะได้รับของขวัญเช่นเดียวกันบ้าง</p>
<p><strong>ต้นคริสต์มาส</strong></p>
<p>          นอกจากนี้อีกอย่างที่ขาดไม่ได้ก็คือ ต้นคริสต์มาส ซึ่งต้นคริสต์มาสก็คือต้นสนที่นำมาประดับประดาด้วยลูกแอปเปิ้ลและขนมปังเพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิท และก็ได้มีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยจนมาถึงการประดับด้วยดวงไฟหลากสีสัน ขนม และของขวัญ อย่างในทุกวันนี้ การตกแต่งแบบนี้ต้องย้อนไปในศตวรรษที่ 8 เมื่อเซนต์บอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษที่เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนี ได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นเครื่องสังเวยบูชาที่ใต้ต้นโอ๊ก</p>
<p>          โดยเมื่อโค่นต้นโอ๊กทิ้งก็ได้พบต้นสนเล็กๆ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่ที่โคนต้นโอ๊ก ท่านจึงขุดให้คนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่านั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต และตั้งชื่อว่า ต้นกุมารพระคริสต์ ต่อมา มาร์ติน ลูเธอร์ ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมัน ตัดต้นสนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก และอีกเหตุผลที่ใช้ต้นสนก็เพราะว่ามันหาง่าย</p>
<p>          ในสมัยโบราณนั้นต้นคริสต์มาส หมายถึง ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากิน และทำบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า โดยตามพระคัมภีร์นั้นได้เปรียบพระเยซูเจ้าเสมือนเป็นต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เขียวเสมอในทุกฤดูกาล สื่อถึงนิรันดรภาพของพระเยซูเจ้า อีกทั้งความสว่างของพระองค์ยังเหมือนแสงเทียนที่ส่องสว่างในความมืด และรวมถึงความชื่นชมยินดี และความสามัคคี ที่พระเยซูประทานให้ เพราะต้นไม้นั้นเป็นจุดศูนย์รวมของครอบครัวในเทศกาลคริสต์มาส</p>
<p><strong>ต้นฮอลลี่</strong></p>
<p>          ต้นฮอลลี่ เป็นต้นไม้พุ่มเตี้ย และเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาส เชื่อกันว่า สีเขียวของต้นฮอลลี่มีความหมายถึง การมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์ และมีความสัมพันธ์กับพระเยซู โดยผลสีแดงของต้นฮอลลี่นั้นหมายถึงหยดเลือดของพระเยซูที่ไหลลงบนไม้กางเขน ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความรักที่มีต่อพระเจ้า ใบไม้ที่มีหนามของต้นฮอลลี่เป็นสิ่งที่เตือนพวกเราถึงมงกุฏหนามที่พวกชาวทหารโรมันได้นำมาวางไว้บนศีรษะของพระเยซูคริสต์</p>
<p><strong>ดอกไม้คริสต์มาส หรือ Poinsettia</strong></p>
<p>          ตำนานของดอก Poinsettia ที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของวันคริสต์มาส มาจากเรื่องราวของเด็กหญิงจนๆ คนหนึ่ง ที่ต้องการหาของขวัญไปมอบให้พระแม่มารีในวันคริสต์มาสอีฟ แต่เนื่องจากเธอไม่มีสิ่งของใดๆ ติดตัว จึงเดินทางไปตัวเปล่า และระหว่างทางเธอได้พบกับนางฟ้าที่บอกให้เธอเก็บเมล็ดพืชไว้ ต่อมาเมล็ดพืชนั้นกลับเจริญเติบโตเปลี่ยนเป็นดอกไม้สีเลือดหมูสดใส ซึ่งก็คือดอก Poinsettia ตั้งแต่นั้นดอก Poinsettia ก็ได้รับความนิยมใช้ประดับประดาบ้านในงานคริสต์มาส</p>
<p><strong>ดอกคริสต์มาส Christmas Rose</strong></p>
<p>          มีต้นกำเนิดที่ประเทศอังกฤษ ลักษณะเป็นดอกสีขาว และมักออกดอกในช่วงฤดูหนาว ตำนานของดอกคริสต์มาสนี้มีอยู่ว่า ในช่วงที่พระเยซูประสูติ มีผู้รอบรู้ 3 คน กับคนเลี้ยงแกะเดินทางมาพบพระเยซู ระหว่างทางพวกเขาพบกับ มาเดลอน เด็กหญิงที่เลี้ยงแกะคนหนึ่ง เมื่อเธอทราบว่าทั้งหมดเดินทางมาเพื่อมอบของขวัญให้พระเยซู มาเดลอนก็เสียใจที่ไม่มีของขวัญใดไปมอบให้พระเยซูบ้าง ก่อนที่นางฟ้าที่เฝ้ามองเธออยู่จะเกิดความเห็นใจจึงร่ายมนตร์เสกดอกไม้สีขาวน่ารักและมีสีชมพูอยู่ตรงปลายกลีบให้เธอ และดอกไม้นั้นคือ ดอกคริสต์มาสนั่นเอง</p>
<p><strong>เพลงวันคริสต์มาส</strong></p>
<p>          เพลงคริสต์มาสเริ่มมีขึ้นในศตวรรษที่ 5 แต่งโดยพระสงฆ์และฆราวาส มีเนื้อร้องเป็นภาษาลาติน ลักษณะของเพลงเป็นแบบสง่า เน้นถึงความหมายของการเสด็จมาของพระเยซูเจ้า แต่ในศตวรรษที่ 12 ได้มีการแต่งในท่วงทำนองที่ร่าเริงสนุกสนานมากขึ้น เริ่มจากประเทศอิตาลี โดยนักบุญฟรังซิส อัสซีซี และนักบวชคณะฟรังซิสกัน เป็นผู้สนับสนุน ให้มีเพลงคริสต์มาสแบบใหม่</p>
<p>          เพลงคริสตมาสแบบใหม่นี้ เป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้าน เพราะมีท่วงทำนองที่ร่าเริงกว่า และเน้นถึงความชื่นชมยินดีในโอกาสคริสต์มาส เพลงเหล่านี้มีทั้งที่เป็นภาษาลาติน และภาษาพื้นเมือง เพลงหนึ่งที่แต่งในสมัยนั้น (แต่งคำร้องในปี ค.ศ.1274) และยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน คือ เพลง Oh Come, All Ye Faithful หรือ Adeste Fideles ในภาษาลาติน เพลงคริสต์มาสที่นิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากประเทศเยอรมัน และประเทศอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ เพลงที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ เพลง Silent Night, Holy Night</p>
<p>          ความเป็นมาของเพลงนี้มาจากวันก่อนวันฉลองคริสต์มาส ของปี ค.ศ.1818 คุณพ่อโจเซฟ โมห์ (Joseph Mohr) เจ้าอาวาสวัดที่โอเบิร์นดอฟ (Oberndorf) ประเทศออสเตรีย ได้ข่าวว่าออร์แกนในวัดเสีย ทำให้วงขับร้องไม่สามารถร้องเพลงตามที่ซ้อมไว้ได้ จึงมีการแต่งเพลงคริสต์มาสใหม่ นำไปให้เพื่อนชื่อ ฟรานซ์ กรูเบอร์ (Franz Gruber) ใส่ทำนองในคืนวันที่ 24 นั่นเอง และเล่นเพลง Silent Night เป็นครั้งแรก โดยมีการเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้อง ซึ่งกลายเป็นเพลงที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก</p>
<p><strong>คำอวยพรวันคริสต์มาส</strong></p>
<p>          <strong>Merry X’mas</strong> คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณแปลว่า”สันติสุขและความสงบทางใจ” คำนี้จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรคนอื่น ขอให้เขาได้รับสันติสุขและความสงบทางใจ เนื่องในโอกาสเทศกาล คริสต์มาส ชาวไทยฉลอง”เฉลิมพระชนม์พรรษา” วันที่ 5 ธันวาคมเพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระมหากษัตริย์ ทุกปีชาวโรมันมีการระลึกถึงการสมภพของพระเจ้าจักรพรรดิ คนท้องถิ่นอื่นก็ระลึกถึง และเฉลิมฉลองวันเกิดของกษัตริย์หรือผู้ปกครองบ้านเมืองของตนด้วยความยินดี แม้แต่ชาวยิวในสมัยของ พระเยซูเอง ก็ฉลองการเกิดของกษัตริย์ เฮรอด เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดา ที่ชาวคริสต์ สมัยโบราณถือเอาประเพณีของชนในท้องถิ่นนั้น มาประยุกต์เข้ากับศาสนา โดยจัดให้มีการฉลองเพื่อระลึก ถึงการบังเกิดของพระเยซูที่เขายกย่องเหมือนกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสากลโลก ผู้ทรงเกียรติเลอเลิศ ประเพณี นี้ ได้เริ่มมาจากรุงโรมในศตวรรษ ที่ 4 และ ค่อยๆ เผยแพร่ไปทุกทวีป</p>
<p>          เราจะเห็นได้ว่าวันคริสต์มาสเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง เพื่อเป็นการระลึกถึงวันที่พระบุตรของพระเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์เป็นพระเจ้า ที่จะอยู่กับเราตลอดไปเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ เป็นพี่หัวปีที่จะนำมนุษย์ทั้งมวลไปสู่พระบิดาเจ้า พระองค์เป็นความสำเร็จบริบูรณ์ ตามคำ สัญญาของพระเจ้าที่จะดูแลป้องกันรักษาเราผู้เป็นประชากรของพระองค์ เราเป็นเหมือนลูกแกะที่หายไป แต่พระเยซูเป็นชุมพาบาลใจดี ที่ ตามหาเราจนพบ และจะไม่มีอะไรที่จะแยกเรากับพระองค์ได้อีกเลย มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นชนชาติไหนจะรวยหรือจน คนศรัทธาหรือ คนบาป ล้วนมีความสำคัญต่อหน้าพระเจ้าเสมอ เพราะตั้งแต่การเสด็จมาบังเกิดของพระเยซูนั้น พระเป็นเจ้าพระบิดา ทรงเห็นพระฉายา ลักษณ์ของพระบุตรในมนุษย์ทุกคน เราก็เช่นเดียวกัน เราต้องรักซึ่งกันและกันเหมือนอย่างที่เรารักพระเจ้า มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าคนเหล่านั้น จะเป็นคนยากจน คนต่างชาติ หรือคนที่วางตัวเป็นศัตรูกับเรา”เขาจะรักพระเจ้าที่เขามองไม่เห็นได้อย่างไร ถ้าเขาไม่รักพี่น้องที่มองเห็นได้” นี่แหละเป็นพระดำรัสที่พระเยซูประทานแก่เรา คนที่รักพระเจ้าต้องรักพี่น้องของตนด้วย</p>
<p><strong>สีประจำวันคริสต์มาส</strong></p>
<p>สีที่เกี่ยวข้องในวันคริสต์มาสประกอบด้วย</p>
<p>          <strong>สีแดง</strong> : เป็นสีของผลฮอลลี่ หรือซานตาครอส เป็นสีของเดือนธันวาคม ที่แสดงถึงความตื่นเต้น และหากเป็นสัญลักษณ์ตามศาสนา สีแดงจะหมายถึง ไฟ, เลือด และความโอบอ้อมอารี</p>
<p>          <strong>สีเขียว</strong> : เป็นสีของต้นไม้ สัญลักษณ์ของธรรมชาตื หมายถึงความอ่อนเยาว์และความหวังที่จะมีชีวิตเป็นนิรันดร์ เปรียบได้กับว่าเทศกาลคริสต์มาสคือเทศกาลแห่งความหวัง</p>
<p>          <strong>สีขาว</strong> : เป็นสีของหิมะ และเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา คือแสงสว่าง ความบริสุทธิ์ ความสุข และความรุ่งเรือง สีขาวนี้จะปรากฎบนเสื้อคลุมนางฟ้า, เคราและชายเสื้อของซานตาครอส</p>
<p>          <strong>สีทอง</strong> : เป็นสีของเทียนและดวงดาว เป็นสัญลักษณ์ของแสงอาทิตย์และความสว่างไสว</p>
<p><strong>การทำมิสซาเที่ยงคืน</strong></p>
<p>          การถวายมิสซานี้เกิดขึ้นหลังจากพระสันตะปาปาจูลีอัสที่ 1 ได้ประกาศให้วันที่ 25 ธันวาคมเป็นวันฉลองพระคริสตสมภพ (วันคริสต์มาส) ในปีนั้นเองพระองค์และสัตบุรุษ ได้พากันเดินสวดภาวนา และขับร้องไปยังตำบลเบธเลเฮม และไปยังถ้ำที่พระเยซูเจ้าประสูติ เมื่อไปถึงตรงกับเวลาเที่ยงคืนพอดี พระสันตะปาปาทรงถวายบูชามิซซา ณ ที่นั้น เมื่อเดินทางกลับมาที่พักได้เวลาตี 3 พระองค์ก็ถวายมิสซาอีกครั้ง และ สัตบุรุษเหล่านั้นก็พากันกลับ แต่ยังมีสัตบุรุษหลายคนไม่ได้ร่วมขบวนไปด้วยในตอนแรก พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิสซาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 3 เพื่อสัตบุรุษเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้เองพระสันตะปาปาจึงทรงอนุญาตในพระสงฆ์ถวายบูชามิสซาได้ 3 ครั้ง ในวันคริสต์มาส เหมือนกับการปฏิบัติของพระองค์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมีธรรมเนียมถวายมิสซาเที่ยงคืน ในวันคริสต์มาส และพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาได้ 3 มิสซา ในโอกาสวันคริสต์มาส</p>
<p><strong>เทียนและพวงมาลัย</strong></p>
<p>         พวงมาลัยนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่คนสมัยก่อนใช้หมายถึงชัยชนะ แต่สำหรับการแขวนพวงมาลัยในวันคริสต์มาสนั้น หมายถึงการที่พระองค์มาบังเกิดในโลก และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างครบบริบูรณ์ตามแผนการณ์ของพระเป็นเจ้า ซึ่งธรรมเนียมนี้ เกิดจากกลุ่มคริสตชนกลุ่มหนึ่งในประเทศเยอรมันได้เอากิ่งไม้มาประกอบเป็นวงกลมคล้ายพวงมาลัย แล้วเอาเทียน 4 เล่ม วางไว้บนพวงมาลัยนั้น ในตอนกลางคืนของวันอาทิตย์แรกของเทศกาลเพื่อเตรียมรับเสด็จ ทุกคนในครอบครัวจะจุดเทียนหนึ่งเล่ม สวดภาวนา และร้องเพลงคริสต์มาสร่วมกันเป็นเวลา 4 อาทิตย์ก่อนถึงวันคริสต์มาส ประเพณีเป็นที่นิยมอยางมากในประเทศอเมริกา ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยนำเทียน 1 เล่มนั้นมาจุดไว้ตรงกลางพวงมาลัยสีเขียว และนำไปแขวนไว้ที่หน้าต่าง เพื่อเป็นการเตือนให้คนที่เดินผ่านไปมาได้รู้ว่าใกล้ถึงวันคริสต์มาสแล้ว ส่วนเหตุผลที่พวงมาลัยมีสีเขียวนั้น เป็นเพราะมีการเชื่อกันว่าสีเขียวจะช่วยป้องกันบ้านเรือนจากพวกพลังอันชั่ว ร้ายได้</p>
<p><strong>ระฆังวันคริสต์มาส</strong></p>
<p>          เสียงระฆังในวันคริสต์มาสคือการเฉลิมฉลองให้กับการประสูติของพระพุทธเจ้า โดยมีตำนานเล่าว่า มีการตีระฆังช่วงก่อนเวลาเที่ยงคืนของวันคริสต์มาสเพื่อลดพลังความมืด และบ่งบอกถึงความตายของปีศาจ ก่อนที่พระเยซูผู้ที่จะมาช่วยไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์จะถือกำเนิดขึ้น และระฆังนี้มีเสียงดังกังวาลนานนับชั่วโมง ก่อนที่ในเวลาเที่ยงคืนเสียงระฆังนี้จะกลับกลายมาเป็นเสียงแห่งความสุข</p>
<p><strong>ดาว</strong></p>
<p>          ดาว ในความหมายของชาวคริสต์เตียน หมายถึงการแสดงออกที่ดีของพระเยซูคริสต์ ที่บัญญัติไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลว่า &#8220;The bright and morning star&#8221; มีความหมายพิเศษเหมือนกับว่า ดวงดาวเหล่านั้นได้แบ่งที่อยู่กับสรวงสวรรค์ ไม่ว่าจะมีกำแพงอะไรขวางกั้นระหว่างพื้นผิวโลกด้วยก็ตาม</p>
<p><strong>เครื่องประดับและแอปเปิ้ล</strong>                           </p>
<p>          ในบางแห่งเชื่อว่า ลำต้นของแอปเปิ้ล มองดูคล้ายกับต้นไม้ในสรวงสวรรค์ จึงมีการนำเอาแอปเปิ้ลมาประดับตามต้นไม้ในวันคริสต์มาส ส่วนเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ที่ตกแต่งต้นคริสต์มาสนั้นเป็นงานศิลปะที่จำลองจากผลไม้ และที่มีสีสันสดใสนั้นเพื่อให้เกิดความรื่นเริงในบ้าน อีกทั้งแสงระยิบระยับที่สะท้อนไปมา ยังดูสวยงามคล้ายแสงเทียนและแสงไฟ</p>
<p><strong>ของขวัญวันคริสต์มาส</strong></p>
<p>          การแลกเปลี่ยนของขวัญในวันคริสต์มาสนั้น เริ่มต้นจากเมือง Saturnalia ในช่วงยุคโรมัน ต่อมาชาวคริสต์รับประเพณีนี้เข้ามา ด้วยความเชื่อว่า การให้ของขวัญนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับของขวัญประเภททอง, ยางสนที่มีกลิ่นหอม และ ยางไม้หอม ซึ่งพวกนักเวทย์จากตะวันออกที่เดินทางมาคารวะพระเยซูคริสต์ นำมาให้ตอนที่ท่านประสูติ</p>
<p>          ทั้งหมดนั้นก็คือการเฉลิมฉลองให้กับพระเยซู ที่เกิดมาเพื่อชำระบาปให้แก่ชาวคริสต์ทั้งหลาย และเป็นเทศกาลที่นำความสุข สนุกสนาน มาสู่หมู่มวลมนุษย์ </p>
<p><em>ขอขอบคุณ กระปุก</em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.zabzaa.com/day/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%aa/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Dynamic page generated in 0.786 seconds. -->
<!-- Cached page generated by WP-Super-Cache on 2026-07-12 13:13:54 -->

<!-- Compression = gzip -->