ข่าวเศรษฐกิจ

ดูหุ้นให้ดูที่ตัวเลข

ดูหุ้นให้ดูที่ตัวเลข

นักลงทุนหลายๆคนเวลาเข้ามาในตลาดใหม่ๆ ถ้ามาทางสายปัจจัยพื้นฐาน ก็ดูเหมือนจะสนใจทางด้านบริษัทมากกว่าอัตราส่วนทางการเงินเป็นยังไง บริษัทมั่นคงแค่ไหน ผลประกอบการดีมั้ย ฯลฯ ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่นี้จะเป็นในเชิงตัวเลขเป็นหลัก อย่างที่นานิเคยได้พูดเรื่องการอ่านงบการเงินไปแล้วในคราวก่อน แต่ปัญหาคือ การลงทุนในหุ้นมันไม่ได้มีแค่นี้ ถ้าเอาเรื่องตัวเลขอย่างเดียว เด็กที่เรียนด้านการเงิน หรือคนที่คำนวณเก่งๆ ก็คงประสบความสำเร็จและร่ำรวยจากตลาดหุ้นกันหมดทุกคนไปแล้ว นานิคิดว่าการจะเป็นนักลงทุนในหุ้นนั้น มีเรื่องที่ต้องดูแลอยู่ 5 ข้อ (เริ่มใหม่ๆอาจจะไม่ต้องดูทั้งหมดก็ได้ค่ะ ค่อยๆเพิ่มไปทีละข้อ ^_^)

new
1. Quantitative แบบนี้จะเป็นเรื่องตัวเลขต่างๆ
2. Qualitative เป็นการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ
3. Market Feel ดูเรื่องอารมณ์ตลาด
4. Psychology จิตวิทยาการลงทุน
5. Money Management การบริหารจัดการเงินลงทุน
วันนี้ขออธิบายเรื่อง Quantitative ก่อนละกันค่ะ แล้วบทความหน้าไปเรื่อยๆจะทยอยมาพูดถึงข้ออื่นๆ เรื่องตัวเลขเนี่ย ส่วนใหญ่ก็จะดูอยู่ด้วยกัน 3 อย่างใหญ่ๆ คือ
1. เรื่องงบการเงิน: ในนี้ สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น ก็ควรจะโฟกัสประมาณ 3 จุดหลักๆก็คือ รายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรสุทธิ ดูว่าการเติบโตของรายได้เป็นยังไง บริษัทมีการควบคุมค่าใช้จ่ายมั้ย แล้วสุดท้ายแล้วกำไรสุทธิมันออกมาสวยรึเปล่า แต่อย่างที่นานิเคยบอกไปตอนที่แล้ว ไอ้ตัวเลขในอดีตมันดีก็เรื่องนึง เราต้องดูไปที่ catalyst ที่กำลังจะเกิดขึ้น เวลามีข่าวอะไรเกี่ยวกับอุตสาหกรรมของหุ้นเรา ก็วิเคราะห์เลยว่า โอเค ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในอีก 3 เดือน บริษัทเราจะมีรายได้เพิ่มมั้ย หรือค่าใช้จ่ายลดลงรึเปล่า จะได้มีกำไรเพิ่มขึ้น เพราะรายได้ลบค่าใช้จ่ายมันคือกำไร เช่น ราคาเหล็กลดลง โรงงานที่แปรรูปเหล็กก็จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายลดลง หรือ ราคาน้ำมันลดลง สายการบินก็มีต้นทุนน้อยลงด้วย แบบนี้ =)
2. ตัวเลขทางการเงิน (จริงๆก็อยู่ในงบการเงินนะ) เพื่อแสดงตัวตนและความสามารถของบริษัท แล้วก็ฐานะทางการเงิน บวกกับความถูกแพง ที่เรามักพบเห็นบ่อยๆคือ D/E เพื่อดูว่าหนี้เยอะแค่ไหน, Profit Margins (อัตรากำไร มี 3 แบบคือ Gross PM, Operating PM และ Net PM) ดูว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรมากเท่าไหร่, ROE, ROA แถมยังมีเรื่อง P/E, P/BV อีก หลายคนดูแล้วงง ลองเข้าไป Search หาอ่านเพิ่มเติมกันได้นะค่ะ โดย Search คำว่า “การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio Analysis)”


3. มูลค่าที่แท้จริงของบริษัท อันนี้ก็มีวิธีการหาโดยการทำโมเดลทางการเงิน ซึ่งมีหลายวิธีมากๆ แต่ที่นิยมกันจะมีสองแบบคือ DCF (Discounted Cash Flow) กับการประเมินมูลค่าแบบ Relative Valuation คือเทียบอัตราส่วนทางการเงินกับบริษัทอื่นๆในอุตสาหกรรมเดียวกัน มูลค่านี่หายากมาก ขนาดนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เป็นสิบปีก็คำนวณพลาดได้ นานิแนะนำว่ามือใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งมือเก๋าที่ไม่ค่อยมีเวลา ใช้วิธีโทรไปคุยกับนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆที่เราเปิดพอร์ทไว้ดีกว่า แล้วก็มาเปรียบเทียบกับว่าโบรกฯให้มูลค่าพื้นฐานหุ้นแต่ละตัวเท่าไหร่ แล้วเค้ามีเหตุผลอะไรบ้างถึงให้มูลค่าต่างกัน ยกตัวอย่างแบบย่อๆง่ายๆเช่น โบรกฯ อาจจะให้มูลค่าพื้นฐานหุ้นก่อสร้างตัวนึงที่ 15 บาท เพราะคิดว่ารายได้จะเติบโต 10% ในขณะที่อีกโบรกบอกว่าราคาน่าจะเป็น 20 บาท เพราะรายได้น่าจะเติบโต 20% แบบนี้ถ้าเราคิดว่ารายได้น่าจะโตน้อยกว่า 10% เราก็ประมาณการได้ว่าราคาควรต่ำกว่า 15 บาทนะ อะไรแบบนี้ค่ะ =)
หลายคนไม่รู้เรื่องนี้ ว่าเราสามารถโทรคุยกับนักวิเคราะห์ที่โบรกเกอร์ได้ ไม่จำเป็นต้องคุยกับแค่มาร์เก็ตติ้งอย่างเดียว นักวิเคราะห์จะรู้เยอะกว่ามาร์ส่วนใหญ่ เพราะเค้าไปเยี่ยมชมบริษัท แล้วก็ติดตามกิจการอย่างละเอียด ว่างๆก็โทรไปคุยกับเค้าเรื่องหุ้นที่กำลังถืออยู่หรือหุ้นที่กำลังอยากซื้อดูน้า =) แล้วบทความหน้า นานิจะอธิบายในหัวข้ออื่นๆต่อไปค่ะ อย่าเพิ่งท้อนะค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่า


ขอขอบคุณข่าวจาก


More in ข่าวเศรษฐกิจ

new

ธุรกิจแฟรนไชส์ เซเว่นอีเลฟเว่น

news todaySeptember 19, 2014
new

คู่มือทำเงินด้วยการลงทุน

news todaySeptember 11, 2014
new

10 อาหารแปรรูป ตอบโจทย์รสนิยม10 ชาติอาเซียน

news todayAugust 29, 2014
new

ผู้เลี้ยงปลาสวยงามราชบุรี ลุยส่งออก ตัดตอนพ่อค้ากดราคา

news todayAugust 19, 2014
new

ดราม่าข้าวมันไก่ กับไก่หนึ่งชิ้น

news todayAugust 19, 2014
new

เจ้าอาวาสวัดอ่างทอง ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1

news todayAugust 19, 2014